หน้าหลัก » บทความเคาะสนิม

ภิกษุณี (1)

Author by 28/12/14No Comments »

     เคาะสนิม180     เมื่อครั้งพุทธกาล มีพุทธบริษัทครบทั้ง 4 เหล่า คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ส่วนสามเณรไม่ได้พูดถึง ต่อเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาถึงประเทศไทย พุทธบริษัทเหลือเพียง 3 ไม่มีภิกษุณีแต่อย่างใด นัยว่าพุทธเถรวาทแบบไทยไม่บวชภิกษุณี เพราะยึดถือคำสอนของพระพุทธองค์ว่าจะต้องมาจากอุปสัมปทาคือพระพุทธเจ้าบวชให้เท่านั้น และภิกษุณีรุ่นต่อมาก็บวชกันเอง พอขาดสายขาดช่วง จึงไม่มีการบวชภิกษุณี

แต่คณะสงฆ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ก็ไม่ได้ละทิ้งสตรี ยังให้บวชเนกขัมมะผู้หญิงนุ่งขาวห่มขาวเป็นแม่ชีได้ ครั้นมาถึงสัก 15-16 ปีก่อน เริ่มมีสามเณรี และภิกษุณีเข้ามาในไทย ทราบว่าบวชมาจากศรีลังกาหรือประเทศอื่น จำนวนภิกษุณีได้เพิ่มมากขึ้น กระทั่งมีวัดภิกษุณีขึ้นหลายแห่ง ในเชียงใหม่ก็มีอย่างน้อยหนึ่งแห่ง คือ วัดนิโรธาราม อ.จอมทอง ของหลวงแม่รุ้งเดือน

ทุกเช้าท่านบรรยายธรรมออกอากาศทางสถานีวิทยุในเชียงใหม่ ผมฟังบ่อย ๆ รู้สึกเคารพศรัทธา ในวัตรปฏิบัติและแนวคำสอนที่มุ่งตามหลักพระพุทธศาสนาจริง ๆ ไม่มีแนวปาฏิหาริย์หรือวัตถุมงคลใด ๆ มาปะปน ครั้งหนึ่งเคยพบภิกษุณีรุ้งเดือนที่วัดแสนเมืองมาหลวง ขณะมากราบท่านพระครูสุวัตถิ์ปัญญาโสภิต ได้สนทนาไม่กี่คำ และเคยไปเยี่ยมวัดนิโรธารามอันสงบเงียบ และสวยงาม แต่ไม่พบท่าน

ยกเอาเหตุแห่งภิกษุณีมาเคาะสนิม เพราะมีกระแสข่าวโจมตีพระมหาเถระผู้ใหญ่กีดกันสตรีไม่ให้เข้ามาบวช รายการโทรทัศน์ PBS ก็เอานักวิชาการ และเอ็นจีโอ.มาออกรายการ อ้างหลักสิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญ จนคนฟังเคลิ้มตามว่าคณะสงฆ์ไทยใช้ไม่ได้ กีดกันผู้หญิงไม่ให้เข้าถึงพระศาสนา และทำให้พุทธบริษัทแหว่งไปหนึ่ง ฯลฯ

ฟังฝ่ายมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีท่านใดออกมาชี้แจงเรื่องนี้บ้างก็ไม่พบ ล่าสุดได้อ่านถ้อยแถลงของ พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เห็นว่ามีเหตุมีผลดี จึงขอยกมาเป็นอรรถาธิบายทำไมจึงไม่ให้บวชภิกษุณีในประเทศไทย โดยมติมหาเถระสมาคมวันที่ 11 ธันวาคม 2557 ห้ามภิกษุสงฆ์ไทยให้การบรรพชาอุปสมบทแก่สตรีเป็นสามเณรี-ภิกษุณี

          พระเทพวิสุทธิกวี กล่าวว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง  เอากันกระทั่งพระมหาเถระที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วยพระมหาเถระอายุพรรษามากๆ เกือบจะทั้งหมดบวชมาเกินกว่า 50 พรรษา อายุก็กว่า 70 ปี กลายเป็นจำเลยของคนในสังคมออนไลน์ไปโดยพลัน “เป็นพฤติกรรมสอนสังฆราช  เป็นพฤติกรรมถอนหงอกผู้เฒ่า  เป็นพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ด้อยการศึกษาในพระพุทธศาสนา  เป็นพฤติกรรมของผู้ด้อยปัญญาในพระธรรมวินัย เป็นพฤติกรรมของผู้หลงใหลในสิทธิเสรีภาพแบบขยะของโลกตะวันตก เป็นพฤติกรรมลามกของบุคคล ผู้น่าสงสาร  เป็นพฤติกรรมของลูกหลานผู้ไร้วัฒนธรรมแห่งชนชาติของตน…(พรุ่งนี้ต่อครับ)