หน้าหลัก » บทความเคาะสนิม

หิงไฟพระเจ้า

Author by 25/01/16No Comments »

เคาะสนิม180                วันวาน 23 มกราคม เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ใต้ เดือน 4 เหนือชาวเหนือเรียกว่าวันเดือนสี่เป็ง เป็นวันสำคัญทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมลานนาอีกวันหนึ่ง ผมนำเรื่องการทำบุญในวันเดือนสี่เป็งแจ้งเพื่อน ๆ ในเฟสบุ้กไปแล้ว โดยอาศัยข้อมูลจากข่าวที่เคยลง “ไทยนิวส์” ปีที่แล้ว

วันเดือนสี่เป็ง วัดตามชนบททั่วไปของภาคเหนือ นิยมทำบุญประเพณีถวายทานข้าวใหม่ และ “ตานหลัวหิงไฟพระเจ้า” ถือปฏิบัติมาช้านาน เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิตใหม่ ๆ ข้าวใหม่หอมกรุ่น และสภาพอากาศก็หนาวเย็นอีกด้วย จึงกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันส่วนใหญ่ตามวัดรอบนอก ที่ทำการเกษตร ส่วนวัดในเมืองไม่ค่อยมี

เรื่อง “หิงไฟพระเจ้า” อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักศิลปวัฒนธรรม มช. อธิบายว่า ประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจ้า เกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางภูมิศาสตร์ของบ้านลานนาไทย ในสมัยโบราณในช่วงเดือนสี่เป็ง (เมือง)ราวเดือนมกราคมของทุกปี หลังจากการเก็บเกี่ยวพืชพันธ์แล้วมีอากาศหนาวจัดมาก สมัยก่อนบ้านเมืองยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจะความชื้นสูง มีหมอกเหมยน้ำค้างตกมากในฤดูหนาว เหมยหมอกที่เรียกกันว่า “เหมย ขาบ” ตกในหน้าหนาวตอนกลางคืน มีลักษณะแข็งคล้ายลูกเห็บติดอยู่ตามหญ้า พอสายๆประมาณ 10.00-11.00 น. จึงค่อยละลายไป โดยเหตุผลทางภูมิศาสตร์นี้ที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นก็ได้มีประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจ้าขึ้น

“เพราะชาวลานนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวิหารก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเช่นเดียวกับคนเรา จึงร่วมกันหาไม้ฟืนมาจุดเผาไฟผิงให้เกิดความอบอุ่น ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับบริบททางสภาพแวดล้อม เนื่องจากในดินแดนล้านนาเป็นพื้นที่ ๆ มีความหนาวเย็นมาก รวมทั้งมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และมีความชื้นสูง การผิงไฟนอกจากจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว ยังขับไล่ความชื้นในอากาศที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย”

                “หลัว” เป็นภาษาลานนา หมายถึง ฟืน ส่วนคำว่า “หิง” หมายถึง การผิงไฟ และคำว่า “พระเจ้า” หมายถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างแพร่หลายทั่วไปในเมืองเหนือ แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง ส่วนมากจะเป็นวัดที่อยู่แถบชนบทห่างไกล และสามารถเสาะหาฟืนได้ง่าย วิธีการคือชาวบ้านจะนำหลัว “ไม้จี่” มาถวายวัด ทางวัดจะตั้งหลัวเป็นกองสูงไว้หน้าวิหาร จากนั้นเจ้าอาวาสจะนำกล่าวคำถวาย ทั้งแบบบาลี และพื้นเมือง ก่อนจุดไฟด้านบนในตอนตีสี่ตีห้า โดยไม่ให้หลัวล้ม…

กลัวจะลืมเลือนประเพณีอันงดงามนี้ ขอนำมาย้ำอีกที หวังว่าปีต่อๆ ไปหลายวัดคงจะฟื้นฟูขึ้นมาครับ.