หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

กรมอนามัยห่วงใย คุณภาพอาหารเด็ก

Author by 15/02/16No Comments »

thainews180             ตามที่ น.พ.ณัฐพร วงษ์ศุทธิภากร รองอธิบดีกรมอนามัย ประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกวดสื่อ นวัตกรรมโภชนาการสมวัยและรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัยที่ส่วนกลาง เมื่อเร็วๆ นี้ โดยกรมอนามัยและเครือข่ายโภชนาการสมวัยได้ร่วมกันพัฒนาจังหวัดต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการ ตามภารกิจสำคัญที่มุ่งปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรม 4 เรื่องที่น่าสนใจ

คือ 1.นำนโยบายเพิ่มค่าอาหาร กลางวันนักเรียนตามงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจาก 13 บาท เป็น 20 บาท สู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับวัตถุดิบอาหาร โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เช่น ผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำชุมชน และนักโภชนาการหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการนำมาตรฐานโภชนาการมาใช้ในการจัดบริการอาหารกลางวันนักเรียน 2.บรรจุนักโภชนาการประจำตำบล โดยใช้งบประมาณท้องถิ่น 3.ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงเรียนมีการจัดบริการอาหาร ในรูปแบบครัวกลาง 1 ตำบล 1 ครัวกลาง เน้นการใช้วัตถุดิบอาหารและผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัยในชุมชน เพื่อควบคุมคุณภาพ ณ จุดเดียว ลดต้นทุนและสร้างเศรษฐกิจชุมชน และ 4. มีระบบควบคุม กำกับ ติดตาม ประเมินผลการจัดการคุณภาพอาหาร โดยระดับพื้นที่ ได้แก่ ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน ทำการประเมินตนเองปีละ 2 ครั้ง ระดับจังหวัด/เขต และมีการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็กปฐมวัย และเด็กวัยเรียนต่อเนื่อง โดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงได้รับการแก้ไขปัญหาโดยมีการติดตามเดือนละครั้งนั้น

การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นเรื่องสำคัญ หากจะมองถึงศักยภาพ และความมุ่งหวังในอนาคตของชาติ เมื่อปัจจุบัน รัฐสามารถโอบอุ้มให้โรงเรียนต่าง ๆ มีอาหารกลางวันที่มีคุณภาพแก่นักเรียน โดยไม่มีผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้เกี่ยวข้องไปตัดราคาหรือหากินหัวคิวกับอาหารเด็ก ๆ ก็จะได้รับปริมาณอาหารที่ดี และเติบโตมีคุณภาพ แต่ถ้าเป็นตรงกันข้าม ก็จะมีปัญหาทุโภชนาการ ดังนั้นโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ใน 13จังหวัด ใน 4 ภาคภาคเหนือมี 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปางจึงควรจะมีการดูแลให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง.