หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

คนไทยป่วยอย่างไม่รู้จริงโรคปริทันต์อักเสบรุนแรง

Author by 18/05/14No Comments »

thainews180        ปัญหาโรคในช่องปากของคนไทย ดูเหมือนจะต้องพูดกันไม่จบสิ้น เนื่องจากการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องนี้ยังน้อย และไม่ต่อเนื่อง ทำให้ปฏิบัติไม่ถูกต้อง นำไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง และรุนแรงมากขึ้นในสังคม ดังที่ น.พ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้ว่า จากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากประเทศไทย พบว่าประชาชนกลุ่มวัยทำงานเริ่มมีปัญหาเรื่องโรค   ปริทันต์ โดยร้อยละ 15.6 เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรง และมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุถึงร้อยละ 32.1 ซึ่งโรคปริทันต์ประชาชนจะเข้าใจว่าเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่ความจริงแล้วมีความรุนแรงกว่าเหงือกอักเสบมาก เพราะอาการอักเสบจะเกิดขึ้นในอวัยวะอื่นๆ ด้วย เช่น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน

ทันตแพทย์ชี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคปริทันต์มักมีอาการเลือดออกขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น มีหนองออกจากร่องเหงือก ฟันโยกหรือฟันเคลื่อนห่างออกจากกันนำไปสู่สาเหตุการสูญเสียฟันในที่สุด โดยโรคปริทันต์เกิดจากคราบจุลินทรีย์หรือพลัค ที่มีเชื้อโรคแฝงอยู่เป็นจำนวนมากพบมากที่บริเวณคอฟัน ขอบเหงือก และซอกฟัน เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปคราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้างกรดและสารพิษ ทำลายเคลือบฟันทำให้ฟันผุ แล้วในที่สุดก็จะต้องรักษารากฟัน หรือไม่ก็ถอนฟันทิ้งไปก่อนวัยอันควร ดังนั้น ประชาชนจึงควรดูแลและทำความสะอาดช่องปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ ซึ่งกรมอนามัยได้แนะให้ใช้สูตรแปรงฟัน 2 2 2 คือ แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ โดยเน้นช่วงก่อนนอนแปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที ให้สะอาดทั่วทั้งปากทุกซี่ ทุกด้าน และไม่กินขนมหรืออาหารหวานหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง เพราะขนมและอาหารหวานจะกลายสภาพเป็นกรดทำลายสารเคลือบฟัน

สำหรับผู้ที่เป็นโรคปริทันต์หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ การแปรงฟันโดยปกติอาจไม่พอ เพราะมีช่องว่างระหว่างซี่ฟันบริเวณเหนือเหงือกขนาดใหญ่ การใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดได้มากกว่าการแปรงฟันอย่างเดียวถึงร้อยละ 20 ซึ่งการเลือกแปรงสำหรับแปรงซอกฟันควรเลือกขนาดให้เหมาะกับช่องว่างระหว่างซี่ฟัน ซึ่งจะมีตั้งแต่ขนาด 0.6 – 1.8 มม. วิธีการใช้ คือ สอดขนแปรงที่ช่องว่างระหว่างซี่ฟัน ดึงเข้าออก 3-4 ครั้ง และต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง จึงจะได้ผลดีที่สุด หากมีข้อสงสัยขอรับคำแนะนำได้จากทันตบุคลากรที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านได้ ซึ่งดีกว่าปล่อยให้มีปัญหาลุกลามจนกระทั่งต้องอาศัยฟันปลอม และสุดท้ายคือกินอาหารไม่ได้ มีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด.