หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

ตำนานนักข่าว

Author by 17/03/16No Comments »

       เคาะสนิม180         ห้วงวันนักข่าว 5 มีนาคมปีนี้ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เพราะติดตามคณะคุณอุบลนัดดา      สุภาพวรรณ ไปเยือนฮานอย สาธารณรัฐเวียดนามนานถึง 7 วัน แม้จะกลับถึงบ้านค่ำวันนักข่าว ก็ไม่ได้ไปร่วมงานด้วยเหตุเมื่อยล้าจากการเดินทาง พอเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้ข่าวเพื่อนร่วมวิชาชีพที่สนิทสนมกัน ล้มป่วยด้วยโรคเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูง โดยอยู่ในภาวะวิกฤตตลอดสัปดาห์แล้วก็สิ้นใจไป…

จึงมีข่าวขึ้นหน้า 1 ไทยนิวส์วันต่อมา ว่า ปิดตำนาน “ฟ้าฮ่าม” นักข่าวบันเทิงคนดังของเชียงใหม่ หลังป่วยความดันโลหิตสูง กระทั่งเส้นเลือดในสมองแตก เข้ารักษาในห้องไอซียู 7 วัน เพื่อนแห่อาลัยในโซเซียลเน็ตเวิร์คสนั่น เผยลางร้ายวันนักข่าวไปเยี่ยมอดีตเหยี่ยวข่าวอาวุโส บอกจะอยู่กับโรคความดันโลหิตสูง แต่จะไม่ขอนอนติดเตียง นสพ.ต้นสังกัดตั้งศพบำเพ็ญกุศลวัดเมืองมาง…

บ่าย 17 มีนาคมเป็นวันส่งสการเผาสรีระร่างของเพื่อนนักข่าวผู้วายชนม์ ณ สุสานประตูหายยา ขอถือโอกาสนี้เขียนอาลัยถึงเพื่อนที่จากไป และห่วงใยเพื่อนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นอนุสติเล็กน้อย

คำว่า “ปิดตำนานนักข่าว” แต่ละครั้งที่ปรากฏบนหน้าข่าว น่าใจหาย เพื่อนร่วมวิชาชีพทำไมถึงอายุสั้น เหตุใดถึงไม่ดูแลรักษาสุขภาพตนเอง เคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิคนได้ทุกระดับ แต่ลืมวิพากษ์ตนเองในเรื่องสุขภาพกาย และใจ เพื่อนบางคนจากไปก่อนอายุ 50 หลายคนอายุยังไม่ถึง 60 ก็หมดอายุขัยไปแล้ว จึงน่าเสียดายและเสียใจหากจะมีอายุยาวกว่านั้นไปอีกสัก 30-40 ปี ก็จะมีโอกาสสร้างตำนานให้สาธารณะได้อีกมาก

สนทนาหลังพระเทศน์ในงานศพวันนั้น เพื่อนคนหนึ่งบอกเป็นเพาะพี่ ๆ น้อง ๆนักข่าวค่อนข้างมั่นใจตนเอง ตรวจสุขภาพประจำปีไม่ค่อยมี รอไปหาหมอตอนไม่สบายหนัก ๆ บางท่านตรวจสุขภาพและต้องกินยาตามหมอสั่ง กลับไม่ปฏิบัติตาม ขณะที่ภาระหน้าที่งานข่าวก็มากมาย มีเรื่องให้แข่งเวลา แข่งความดีเด่นของข่าว ไปจนถึงแข่งกันดื่มกินของดี ๆ ที่มีเจ้าภาพจัดเลี้ยงไม่เว้นแต่ละวัน ผลลัพธ์จึงออกในทางลบ และอายุขัยค่อยๆลบลงๆ

เข้าทำนอง สอนคนได้ แนะนำคนเก่งมาก แต่ปฏิบัติตนเองไม่ได้ ตำนานของคนทำงานสายข่าวจึงปิดลงเร็วเกินคาด นี่ไม่ได้ว่าตำหนิเพื่อนรักที่เพิ่งจากไป แต่ตำหนิตนเองด้วยเหมือนกัน ตรวจพบเบาหวานขึ้นเล็กน้อย หมอให้คุมยา แต่ไม่ค่อยกิน หมอนัดก็ไม่ไปตามนัด ขณะนี้ยังรอจังหวะงดน้ำงดอาหารเพื่อไปตรวจครั้งใหม่

ในวันส่งสการเผาสรีระของเพื่อนผู้วายชนม์ “มนัส ปัญญา” เพื่อนที่ผมพาซ้อนท้ายรถอัดสามกับ “วัชระ กระจ่างรัตน์” จากบ้านหลบตำรวจไปทำงานทุกวัน และพวกเขาก็จากลาไปทีละคน ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อนไปสู่สุคติสัมปรายภพอันงดงามข้างหน้าเทอญ กรรมใดได้ล่วงเกินทั้งกาย วจี และมโน ขออโหสิกรรมนั้นด้วยเถิด.