หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

บริหารจัดการกับ ปัญหาหมอกควัน

Author by 16/03/16No Comments »

thainews180             นับเป็นงานเสวนาทางวิชาการครั้งสำคัญครั้งใหม่ก็ว่าได้ เมื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการและนิทรรศการ เรื่อง “การบริหารจัดการปัญหาหมอกควันเพื่อลดภัยพิบัติ” เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคมที่ผ่านมา ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงาน

ด้วยเหตุผลที่ว่าปัญหาหมอกควัน เป็นภัยพิบัติสําคัญในอาเซียน ห้วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทั้งอาเซียนตอนบน ได้แก่ ประเทศ    เมียนมา ประเทศลาว และประเทศไทย ซึ่งมีการประกาศเขตภัยพิบัติใน 10 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ในเดือน มีนาคม เมษายน และพฤษภาคม ของทุกๆปี ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาพื้นที่เพื่อทําการเกษตรหรือ ตอซังข้าวโพดหรือข้าว และการเผาหรือไฟไหม้ ป่าเต็งรังผลัดใบ ส่วนในเอเซียนตอนล่างเกิดจากการเผากําจัดวัชพืชภายในสวนปาล์มน้ำมันในฤดูแล้ง มีผลกระทบต่อภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการค้าขายทําธุรกิจต่างๆ แล้ว ปัญหาหมอกควันยังส่งต่อสุขภาพของประชากรในพื้นที่โดยตรง เช่น ทําให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง ภูมิแพ้ หรือ ซึ่งในระยะยาว อาจทําให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หรือ สะสมสารก่อมะเร็ง เป็นต้น

ครั้งนี้  น่ายินดีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาการและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Science and Management) ในการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่าง หลักสูตรนานาชาติของประเทศกลุ่ม ASEAN International Mobility for Students: AIMS ซึ่งมีสมาชิก 7 ประเทศได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ครอบคลุม การจัดการสิ่งเหลือใช้ (Waste Management) การจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) และพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) ซึ่งจะเป็นเครือข่ายในการแก้ปัญหาหมอกควัน เช่น การจัดการสิ่งเหลือใช้จากการเกษตรทั้งจากข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ในการทําประโยชน์ เช่น ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง หรือ การจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติทั้งภัยแล้ง (Drought) ไฟป่า (Wild Fire) และหมอกควัน (Haze) รวมทั้งการนําสิ่งเหลือใช้มาเป็นพลังงานด้วย จึงเชื่อว่าทางออกของปัญหานี้จะมีความร่วมมือทางวิชาการเพื่อแก้ไขแบบบูรณาการร่วมกันในสมาชิกประเทศอาเซียนต่อไป.