หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ ป่วยเพิ่ม 3 หมื่น ตาย 50

Author by 30/04/14No Comments »

สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิม กำลังถูกจับตาว่าจะระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น โดยล่าสุด น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประชาชนป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปี 2557 ถึงวันที่ 25 เมษายน ได้รับรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศ 30,024 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปี 2556 ร้อยละ 36 เสียชีวิต 50 ราย ขณะที่ตลอดปี 2556 ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลสายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 คนไทยส่วนใหญ่ยังมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนี้น้อย โดยแนวโน้มสัปดาห์นี้ชะลอตัว ผู้ป่วยเริ่มน้อยลงจากสัปดาห์ละประมาณ 2,000 ราย เหลือ 500 กว่าราย แต่คาดว่าจะเริ่มระบาดระลอก 2 ในช่วงฤดูฝน และจำนวนผู้ป่วยตลอดปีจะมากกว่าปี 2556

ตอนนี้ กระทรวงสาธารณสุข เน้น 3 มาตรการหลัก 1.ให้โรงพยาบาลทุกแห่ง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลภาครัฐในพื้นที่ เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการป่วยไข้หวัดทุกชนิด ที่มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หากมีมากกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ป่วยนอกทั้งหมด ให้จัดช่องทางบริการพิเศษ ไม่ให้ปะปนกับผู้ป่วยอื่น ๆ ให้ผู้ป่วยทุกรายใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ 2.กำชับแพทย์ที่ตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพิ่มการซักประวัติผู้ป่วยที่มาด้วยอาการหวัด ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำมูก ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย หากมีประวัติหลังป่วย 2 วัน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้นึกถึงโรคไข้หวัดใหญ่ รับตัวไว้ในโรงพยาบาล และให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ทันที โดยไม่ต้องรอผลตรวจห้อง    ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตมากที่สุด และ 3.เร่งฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงรอบใหม่

ขณะที่ น.พ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ทั่วโลกพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงปีละ 3-5 ล้านราย เสียชีวิตประมาณ 2-5 แสนราย จากการติดตามสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกา พบผู้เสียชีวิต 85 ราย ไวรัสเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในไทย ในประเทศไทยจะพบการระบาดในฤดูฝนและฤดูหนาว ติดต่อกันง่ายทางการไอจาม อาการคือมีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว เมื่อป่วยแล้วต้องใส่หน้ากากอนามัย หยุดเรียนหยุดทำงาน ควรนอนพักผ่อน อาการจะค่อยดีขึ้นเอง หากไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว นอกจากนั้นในการป้องกันโรคขอให้ประชาชนหมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ กับเพิ่มการรับประทานผักผลไม้สดเพื่อเพิ่มวิตามินซีช่วยป้องกันโรค หมั่นล้างมือฟอกสบู่บ่อย ๆ ไม่ใช้เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น   หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย