หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

เมืองน่านเปิดยุทธการ ทวงคืนผืนป่าที่ถูกรุก

Author by 23/06/15No Comments »

thainews180      ตามนโยบายของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และป่าอุทยานแห่งชาติ โดยขอคืนพื้นที่ที่มีนายทุนบุกรุกเข้าไปปลูกยางพารานั้น ที่จังหวัดน่านมีกรณีดังกล่าวขึ้นหลายพื้นที่อำเภอ ล่าสุดทางจังหวัดได้เปิดยุทธการทวงคืนผืนป่าเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกแล้ว โดยเริ่มที่ป่าบ้านน้ำใส หมู่ที่ 5 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง นายอุกริช พึ่งโสภา ผวจ.น่าน พล.ต.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า ผู้บัญชากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดทหารบกน่าน นายประสิทธิ์ พัฒนใหญ่ยิ่ง ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการร่วมเปิดยุทธการทวงคืนผืนป่า เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินป่าไม้ การตัดต้นยางพารา และร่วมกันปลูกป่าเพื่อทดแทนในพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก

การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินในเขตป่าสงวนและป่าอุทยานฯ เน้นกรณีการบุกรุกเข้าไปปลูกต้นยางพารา ได้ออกประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนก่อนหน้านี้ และวันเปิดโครงการได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยาน ร่วมกับฝ่ายปกครองเข้าตัดต้นยางพาราที่มีการดำเนินคดีเป็นที่สิ้นสุด จากนั้นร่วมกันปลูกป่าเพื่อทดแทนในพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ตามวาระจังหวัดน่าน สร้างเมืองน่านน่าอยู่คู่ป่าต้น ในวันดังกล่าวมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ และชุมชนบ้านน้ำใสเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500 คน นำอุปกรณ์เข้าตัดทำลายต้นยางพาราที่ที่มีการบุกรุกป่าไม้บ้านน้ำใส เนื้อที่ 34 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา

          ตามแนวทางการลดพื้นที่ป่าถูกบุกรุก โดยเฉพาะที่นายทุนนำไปปลูกยางพาราในปี 2558 ตั้งเป้าหมายทวงคืนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกนำไปปลูกยางพาราทั่วประเทศกว่า 600,000 ไร่ ในภาคเหนือมีกว่า 142,000 ไร่ ส่วนจังหวัดน่านมีประมาณ 24,300 ไร่  ทั้งนี้ จังหวัดน่าน ได้เจรจาก่อนนำมาตรการทางกฎหมายดำเนินการต่อกลุ่มนายทุน ส่วนราษฎรที่ยากไร้จะพยายามใช้แนวทางพูดคุยทำความเข้าใจ สำหรับพื้นที่ที่สามารถทวงคืนกลับมาได้จะพิจารณาจัดสรรเป็นพื้นที่ทำกินให้แก่ราษฎรอีกครั้ง แต่หากเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำหรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จะฟื้นฟูสภาพให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมให้มากที่สุด จะปรับแผนปฏิบัติการและเป้าหมายเชิงพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก เพื่อการทำงานให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามความเหมาะสม และสนองนโยบายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาลต่อไป จึงนับเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดเอาจริงกับนายทุนผู้บุกรุกป่าที่แก้ปัญหาไม่ได้มานานแล้ว.