หน้าหลัก » บทบรรณาธิการ

ไซเตสจี้คุมค้างาช้าง ไทยต้องปรับแผนใหม่

Author by 19/01/15No Comments »

250px-CITES-logo         เมื่อกลางเดือนมกราคม 2557  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จัดประชุมรายงานความคืบหน้า ครั้งที่ 1 การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการค้างาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข เพื่อรายงานให้ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ และทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าประเทศไทยจะไม่ถูกขึ้นบัญชีการค้างาช้าง โดยนาย   ธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการค้างาช้างแห่งประเทศไทยฉบับแก้ไข ให้สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 เป็นการเสนอแผนฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 ให้ไซเตสพิจารณา ก่อนประเทศไทยจะเสนอแผนปฏิบัติการค้างาช้างฯ แก้ไขฉบับสุดท้ายในวันที่ 31 มีนาคม 2558

ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังสรุปผลว่า ประเทศไทยได้แก้ไขปัญหานี้แล้ว จึงน่าจะถูกถอดออกจากบัญชีดำจากไซเตส ซึ่งแผนที่แก้ไขมี 5 ด้าน ประกอบด้วย การออกระเบียบและกฎหมาย การจัดทำระบบทะเบียนข้อมูล การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ และการติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับปัญหาการค้าช้างของไทย หลังจากปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นแหล่งขายงาช้างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะช้างแอฟริกา อย่างไรก็ตาม จากความพยายามแก้ปัญหาค้างาช้างของไทยต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่ถูกขึ้นบัญชีการค้างาช้างรอบใหม่อีก และแนวโน้มค้างาช้างในไทยดีขึ้น ดูได้จากร้านค้างาช้างที่ทำผิดกฎหมายเริ่มปิดตัวลง 4-5 แห่ง จากฐานข้อมูลร้านค้างาช้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายในกว่า 200 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภูเก็ต นครสวรรค์ และเชียงใหม่

เนื่องจากถูกกวดขัน และทำให้ผู้ค้าที่เคยลักลอบนำงาช้างไม่ถูกกฎหมาย เข้ามาใช้ทำผลิตภัณฑ์ต้องปิดตัวลง ส่วนงาช้างของกลางที่กรมอุทยานฯ ได้รับมอบจากกรมศุลกากรและหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน แบ่งเป็น งาช้างน้ำหนักรวม 4,700 กิโลกรัม งาช้างประกอบสมบูรณ์ 591 กิ่ง งาช้างท่อน 334 ท่อน และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง 2,525 ชิ้น ตามนโยบายของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ตรวจสอบอีกครั้งว่ามีงาช้างของกลางที่สมบูรณ์ และสามารถนำส่งคืนเจ้าของประเทศต้นทางได้หรือไม่หรืออาจจะแยกเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ และหากของกลางที่ชำรุดเสียหาย อาจจะนำไปเผาทำลาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสรุปแล้ว ปัญหาการค้างาช้างในประเทศไทย ยังเป็นที่กังวลของทุกฝ่าย ดังนั้น ธุรกิจค้างาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้า แกะสลักงาช้างต่างๆ ที่วางขายตามแหล่งท่องเที่ยวเช่นในเชียงใหม่ จึงควรเก็บออกได้แล้ว.