หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

การเกษตรช่วยสร้างเมืองแห่งอนาคตได้อย่างไร?

Author by 31/07/14No Comments »

เขียว

unnamed               การเกษตรมักถูกมองเป็นเรื่องล้าหลังและเป็นสิ่งแปลกปลอมของเมืองบนฐานคติที่ว่า การสร้างเมืองคือการแทนที่พื้นที่เกษตรด้วยที่พักอาศัย ย่านพาณิชย์และอุตสาหกรรม ในขณะที่ การเกษตรถูกผูกโยงกับความเป็นชนบท ด้วยเหตุนี้ ยิ่งต้องการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ทันสมัย ยิ่งต้องหาสิ่งใหม่มาแทนที่ความล้าหลังอย่างเรื่องเกษตร

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอมุ่งวิพากษ์โลกทัศน์ดังกล่าว ในทางตรงข้าม ขอโต้แย้งว่าการผนวกเกษตรเข้ากับการพัฒนาเมืองเป็นแนวทางการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตอย่างแท้จริง โดยไปมีส่วนในการสร้างเมืองยั่งยืนและน่าอยู่ พูดให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นคือการไปมีส่วนช่วยสร้างเมืองที่ยุติธรรม เมืองเขียว เมืองที่ยืดหยุ่น และเมืองที่เป็นมากกว่าที่อยู่ของคนแปลกหน้า

ขอเริ่มต้นด้วยการวิพากษ์โลกทัศน์ที่ว่าการเกษตรเป็นเรื่องล้าหลังและเป็นสิ่งแปลกปลอมของเมือง โลกทัศน์ดังกล่าวขาดการวิเคราะห์มิติเชิงประวัติศาสตร์ไป ดังที่ Jane Jecobs (1969) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ (ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ได้แนะนำหนังสือ) การเกษตรที่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนได้เกิดหลังจากที่เกิดเมือง เพราะการเกิดเมืองนำไปสู่การพัฒนาวิทยาการและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึง ด้านการเกษตร ทำให้พอเกิดเมืองแล้ว เมืองจึงหาพื้นที่อาหารและส่งคนออกไปผลิตอาหารเพื่อมาเลี้ยงดูคนในเมือง บนคำอธิบายดังกล่าวจะเห็นว่ามีเมืองที่เกิดก่อนเกษตร ไม่ใช่เมืองมาแทนที่เกษตร (เมืองมาแทนที่ป่าและทุ่งหญ้ามากกว่า) และเกษตรก็ถูกผนวกในการพัฒนาเมืองตั้งแต่ในยุคเมืองแบบโบราณแล้ว และพอมาสู่การพัฒนาเมืองยุคใหม่หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ยังพบว่าผังเมือง ที่รวมพื้นที่เกษตรไว้ในนั้นถูกเสนอมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แล้ว โดยถูกเรียกว่า ผังเมืองสวน (Garden City Plan) เสนอโดย Ebenezer Howard (1898) ซึ่งเขาเองวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าข้อเสนอของเขาเป็นการออกแบบเมืองสำหรับอนาคต (Cities of To-morrow) ด้วยเหตุนี้ เกษตรจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าหลังและเป็นสิ่งแปลกปลอมของเมือง

ผู้เขียนขอตอกย้ำความสำคัญของเกษตรในเมืองในการช่วยพัฒนาเมืองแห่งอนาคตผ่านกรณีของสวนเกษตรที่เบอร์ลิน ชื่อสวนเกษตรของเจ้าหญิง (Princess garden)  โดยบทวิเคราะห์ต่อไปนี้พัฒนาจากการเข้าไปเรียนรู้ในพื้นที่ของผู้เขียนในขณะที่ไปเป็นอาจารย์พิเศษและนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคาสเซล ประเทศเยอรมัน (โดยทำงานร่วมกับ Professor Frank Fischer)

1.เกษตรในเมืองกับการสร้างเมืองที่ยุติธรรม (Just-City)

             จากชื่อสวนผัก คงมีผู้สงสัยว่า ใครคือเจ้าหญิง? คำตอบก็คือผู้คนธรรมดาที่อยู่ในละแวกนั้น โดยที่ส่วนใหญ่เป็นชาวตุรกีที่อพยพมาอาศัยในเยอรมัน ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตเงาของกำแพงเบอร์ลินที่เคยแยกโลกออกเป็นสองฝั่ง ก่อนที่จะถูกทุบภายหลังสงครามเย็นยุติลง และชุมชนละแวกนั้นก็เต็มไปด้วยเงื่อนทางประวัติศาสตร์ที่ปวดร้าว อีกทั้งสถานภาพการเป็นคนต่างด้าวก็ทำให้ผู้คนในละแวกดังกล่าวยากจนและเป็นชายขอบ

สวนเกษตรของเจ้าหญิงได้ทำหน้าที่สำคัญคือการให้คุณค่ากับผู้คนชายขอบด้วยการให้พวกเขาได้เป็นเจ้าหญิง แม้ที่มาของสวนจะไม่ได้เริ่มต้นที่ผู้คนชายขอบ หากแต่พัฒนาโดยกลุ่มชนชั้นกลางในเยอรมัน แต่ก็นับเป็นการพัฒนาเกษตรในเมืองในแนวทางที่เรียกว่าเพื่อคนจน (Pro-poor urban agriculture) โดยมุ่งทั้งสร้างงานสร้างรายได้ และส่งเสริมสิทธิทางอาหารของคนชายขอบ ซึ่งเชื่อมโยงกับสิทธิที่จะได้อาศัยอยู่ในเมืองอย่างมีศักดิ์ศรีผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับคนดูแลสวนที่เป็นผู้พิการคนหนึ่ง เขาเล่าว่าการทำงานในสวนทำให้เขาเห็นคุณค่าของโลกและของตนเอง โดยพูดติดตลกว่าเขาก็เป็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งเหมือนกัน

แม้จะเป็นเรื่องราวของคนตัวน้อยในย่านเล็กๆ ในมุมเมือง แต่นี่คือสิ่งที่พึงปรารถนาของเมืองในอนาคต ซึ่งเป็นเมืองที่ทุกคนมีตัวตน มีโอกาส มีความหมายและความสำคัญ เมื่อมองไปที่กำแพงตึกที่ติดกับสวน มีตัวอักษรขนาดมหึมาถูกพ่นอยู่บนนั้นว่า ‘Just’ (ยุติธรรม) ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นสโลแกนของสวน แม้คนเมืองที่นี่อาจจะยังไปไม่ถึงเป้าหมายนั้นเสียทีเดียว แต่สวนผักก็สร้างความกล้าให้กับพวกเขาในการที่จะมีความหวังว่าตนก็มีสิทธิที่จะฝันถึงเมืองที่ยุติธรรม

2. เกษตรในเมืองกับการสร้างเมืองเขียว (Green City) และเมืองที่ยืดหยุ่น (Resilient City)

            สวนเกษตรได้สร้างและรักษาความร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวที่กินได้ สวนแห่งนี้พยายามที่จะสร้างระบบนิเวศของตนเอง โดยลดการพึ่งพาภายนอก พวกเขาผลิตปุ๋ยและน้ำหนักชีวภาพเอง ของเสียและพลังงานได้ถูกหมุนเวียนในระบบนิเวศเล็กๆ แห่งนั้น ซึ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองเขียว

นอกจากนั้น ลักษณะเด่นที่สำคัญของแปลงเกษตรที่นี่คือทุกแปลงสามารถเคลื่อนย้ายได้หมด (mobile garden) ซึ่งทำให้สวนนี้มีความยืดหยุ่น สามารถตั้งรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ เช่น ย้ายขึ้นที่สูงเมื่อเกิดน้ำท่วมขัง ย้ายเข้าหาแสงตามดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่ย้ายไปที่อื่นถ้าที่ดินผืนนั้นถูกยึดไป นี่เป็นโมเดลของการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตเลยทีเดียว

3. เกษตรในเมืองกับการสร้างเมืองที่เป็นมากกว่าที่อยู่ของคนแปลกหน้า

            วิถีชีวิตแบบเมืองที่เห็นกันอย่างดาษดื่นคือโลกของคนแปลกหน้าที่ต่างใช้ชีวิตแบบอะตอม แม้แต่ในพื้นที่สาธารณะอย่างสวนสาธารณะ เราก็มักจะเห็นแต่ละครอบครัวมาปูเสื่อโดยสร้างพื้นที่สวนตัวในพื้นที่สาธารณะมากกว่าจะมาพัฒนาความสัมพันธ์สาธารณะ โจทย์ใหญ่ของการสร้างเมืองแห่งอนาคตประการหนึ่งก็คือการสร้างเมืองให้เป็นพื้นที่ (place making) ที่ผู้คนมีความสัมพันธ์และเกื้อกูลกัน (social cohesion) ทั้งนี้ พื้นที่สีเขียวที่เป็นอาหารต่างจากพื้นที่สีเขียวที่เป็นต้นไม้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ พื้นที่สีเขียวที่เป็นอาหารเป็นสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ในร่างกาย เกี่ยวพันกับชีวิตประจำวัน (จากที่เป็นปัจจัยสี่และเราบริโภค 3 เวลาต่อวัน) ทำให้สร้างแรงดึงดูดได้เยอะ เช่น การตั้งคำถามของคนแปลกหน้าว่าปลูกอะไร ปลูกอย่างไร เอาไปทำอะไรได้บ้าง ทำอย่างไร และรสชาติเป็นแบบไหน ดังนั้น ความสัมพันธ์สามารถพัฒนาขึ้นได้ในแปลงผัก

กรณีของสวนเกษตรของเจ้าหญิงนั้น ถูกใช้ให้ทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นการมารวมกันใหม่ของผู้คนที่เคยถูกแยกออกเป็นสองซีกโลก โดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้น แปลงเกษตรแห่งนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมประสานรอยร้าวทางประวัติศาสตร์มีหลายครั้งหลายคราที่พื้นที่ดังกล่าวจะถูกนายทุนนำไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่คนเมืองที่นั่นไม่ว่าจะเคยเป็นเสรีนิยมหรือสังคมนิยมต่างร่วมลงชื่อคัดค้าน เพื่อรักษาพื้นที่อาหารสีเขียวแห่งนั้นไว้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมองผ่านประวัตศาสตร์ พื้นที่แห่งนี้นับเป็น ‘สวนผักสร้างโลกใหม่’ ก็ว่าได้

จากเรื่องราวของเบอร์ลิน หวนนึกถึงเรื่องราวของบ้านเราที่มีมิติที่เชื่อมโยงอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องความยุติธรรม ความกรีน ความยืดหยุ่น และความเป็นคนแปลกหน้า (และไม่ชอบหน้ากัน) ทั้งนี้ สำหรับบ้านเรา การผนวกเกษตรกับการพัฒนาเมืองยังจะช่วยสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์หรือเมืองที่มีวัฒนธรรมได้ด้วย ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เมืองแห่งอนาคตพึงมี (มีรากเหง้า) ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากว่ารากฐานทางวัฒนธรรมของเมืองในไทยอิงแอบอยู่กับวิถีเกษตรกรรม ในแง่หนึ่ง การขยายเมืองด้วยการเอาซีเมนต์ไปแทนพื้นที่เกษตรและสร้างเมืองที่เต็มไปด้วย 7-11 บิ๊กซี โลตัส ฯลฯ เหมือนกันไปหมด เป็นการทิ้งรากฐานทางวัฒนธรรมที่อยู่บนผืนดินและสร้างวัฒนธรรมใหม่บนซีเมนต์

ในอีกแง่หนึ่ง การส่งเสริมเกษตรในเมืองเป็นการเรียกคืนเมืองที่มีเอกลักษณ์แบบไทยๆ เมืองที่อยู่กับเกษตร และวิถีเกษตรผูกโยงกับวิถีเมือง นับเป็นอนาคตภาพที่มีมนต์เสน่ห์และเป็นทางเลือกการพัฒนาเมืองที่สอดรับกับภพภูมิของเรามากเลยทีเดียว อนึ่ง ท่ามกลางกระแสปฏิรูป สังคมดีขึ้นได้ในหลายระดับ แต่ละคนอาจจะมีหวังหรือผิดหวังกับสิ่งใดที่เป็นหรือไม่เป็นดั่งใจ ลองเริ่มจากการฝังเมล็ดพันธุ์ลงดินดู แค่นั้นก็สามารถเปลี่ยนสังคมได้บ้างแล้ว ชวนนึกถึงงานเขียนคลาสสิคของฟูกูโอกะชื่อ ‘เปลี่ยนยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว’ ในทำนองเดียวกันนั้น

กรณีนี้คงเรียกได้ว่าเป็น ‘ปฏิรูปสังคมด้วยเมล็ดพันธุ์ผัก’ .

เรื่อง : ปิยะพงษ์ บุษบงก์  www.thaicityfarm.com