หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

คุยกับ พงศ์ สุภาวสิทธิ์ ประจำวันที่ 30 ส.ค. 2557

thainews180ความโลภ เป็นต้นเหตุสำคัญ

                   หายไปเกือบเดือน เพราะมีธุระจำเป็นต้องเดินทาง ไม่สามารถส่งต้นฉบับได้ กลับมาวันนี้ ไปวิ่งออกกำลังกายที่สนามเล็ก 700 ปี พบผู้การวุฒิ หรือ พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 มาร่วมวงสนทนากับสมาชิกชมรมเดิน-วิ่งเชิงดอย 700 ปี จับประเด็นสำคัญได้คือ ตอนนี้ผู้การฯเป็นกรรมการผู้ทรงวุฒิของคณะกรรมการปปส. แสดงความเสียใจที่อดีตลูกน้อง มียศเป็นถึง พ.ต.ท. ถูกจับที่อำเภอแม่สายพร้อมกับยาบ้าหลายแสนเม็ด จะมีความผิดรับโทษถึงประหารชีวิต

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนทำผิดกฎหมายก็คือความโลภ อยากมีอยากได้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะพวกมิจฉาชีพหรือที่เรียกกันว่าพวกสิบแปดมงกุฏ ใช้กลวิธีหากินโดยการหลอกลวง ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ได้ทรัพย์สินเงินทองไปโดยมิชอบ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย คงอาจเป็นเพราะ กฎมายอาญากำหนดโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงไว้ไม่สูง จะเห็นได้จาก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน  หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้น กระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มิจฉาชีพที่ร่วมกันทำความผิด จึงไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย บางคนก็เคยทำความผิดซ้ำ ๆ มาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่เคยเลิกหรือหลาบจำ  ส่วนคนที่ทำความผิดครั้งแรก ก็ยังมีเหตุบรรเทาโทษ เช่นได้ลดโทษจากการรับสารภาพกึ่งหนึ่ง และผลจากการสืบเสาะประวัติจากพนักงานคุมประพฤติว่าเคยเป็นคนดี มีเหตุผลสนับสนุนว่าเห็นควรให้โอกาส ศาลก็จะเปลี่ยนโทษจำคุก เป็นรอการลงโทษและให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติโดยกำหนดจำนวนครั้ง เป็นต้น

ในคดีที่ผู้ถูกหลอกลวงสูญเสียทรัพย์ สินไปไม่มาก เช่นเป็นเรือนแสนเรือนหมื่น ตามที่กฎหมายอาญากำหนดโทษไว้ก็น่าจะเหมาะสม  แต่ถ้าคดีที่ผู้ถูกหลอกลวงต้องสูญเสียทรัพย์สินไปเป็นร้อยล้านหรือพันล้านบาท หากผู้ทำความผิดรับโทษจำคุกสามปี รับสารภาพ ศาลยังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก หนึ่งปีหกเดือน  จำเลยถูกลงโทษนำตัวไปขังไว้ในเรือนจำ เริ่มทำความดี ผู้คุมเลื่อนชั้นให้ว่าเป็นนักโทษชั้นดี โชคดีมีวันสำคัญได้รับพระราชทานอภัยโทษเข้าไปอีก   จำเลยอยู่ในเรือนจำไม่กี่เดือน ไม่ทันหลาบจำ ก็พ้นโทษออกมา

ผมได้สัมผัสคดีบางคดี ผู้เสียหายสูญเสียเงินไปเกือบร้อยล้าน เพราะถูกหลอกให้ซื้อที่ดิน โดยกลุ่มผู้ร้ายร่วมกันวางแผนไปหลอกเจ้าของโฉนดที่ดิน โดยเลือกเอาที่ดินแปลงสวย ๆ อยู่ติดถนน ใกล้ความเจริญ ว่าขอยืมโฉนดตัวจริงเพื่อจะนำ ไปเสนอขายให้ผู้เสียหายในราคาที่สูงมาก เจ้าของโฉนดที่ดินหลงเชื่อจึงให้กลุ่มผู้ร้ายยืมโฉนดที่ดินให้ไป  ต่อมากลุ่มผู้รายได้นำโฉนดที่ดินไปเสนอขายให้แก่ผู้เสียหายในราคาที่ถูกกว่าที่ดินข้างเคียง ดูนะว่ากลุ่มผู้ร้ายแนบเนียน ถึงขั้นเช่ารถยนต์ราคาแพง ๆ      ไปรับผู้เสียหายที่สนามบินเพื่อพาไปดูที่ดิน เมื่อผู้เสียหายตรวจดูเลขที่หมุดในโฉนดที่ดิน ตรงกับหมุดตัวจริง จึงเชื่อว่าได้ว่า เป็นโฉนดที่ดินที่เสนอขายกันจริง จึงตกลงวางเงินมัดจำ และนัดชำระเงินโอนที่ดินกัน ผู้ขายได้นำใบมอบอำนาจของเจ้าของที่ดิน ไปทำการจดทะเบียนโอนขาย เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบเอกสารเห็นว่าถูกต้องก็จดทะเบียนโอนที่ดินให้ ผู้เสียหายก็จ่ายแคชเชียร์เช็คให้ผู้ขายไปในราคาที่ตกลงกัน ผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อย ผู้ซื้อได้รับโฉนดที่ดินไปถูกต้อง

อยู่มาอีกไม่นาน ปรากฏว่า เจ้าของที่ดินตัวจริงไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินถูกกลุ่มผู้ร้ายยืมไปเพื่อเสนอขายให้นายทุน แต่ไม่นำมาคืน จึงแจ้งความไว้เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ร้าย และได้ไปตรวจดูต้นฉบับที่สำนักงานที่ดิน เอาละสิ ความแตก กลุ่มผู้ร้ายที่ยืมโฉนดตัวจริงไป ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของเจ้าของที่ดินในใบมอบอำนาจ บัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านได้แนบเนียนชนิดที่เจ้าพนักงานที่ดินของด้วยตาเปล่าก็เชื่อว่าเป็นของเจ้าของที่ดิน  กลุ่มผ็ร้ายคงจะใช้เครื่องมือในการปลอมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเครื่องสแกนและเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการลงทุนที่น่ากลัวมาก

เจ้าของตัวจริงจึงฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ใช้ใบมอบอำนาจปลอม ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย และที่ดินกลับมาเป็นของเจ้าของที่ดินตามเดิม ผู้ซื้อจึงยื่นฟ้องผู้ขายที่ใช้ใบมอบอำนาจปลอมต่อศาล ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ปรากฏว่า จำเลยหนีประกันของศาล  ล่องหนไปพร้อมกับเงินเกือบร้อยล้านบาทยังนำตัวมาลงโทษไม่ได้

กรณีดังกล่าวข้างต้น ผู้ซื้อได้ใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบดูโฉนดที่ดินว่าเป็นของจริง แต่ไม่เฉลียวใจในใบมอบอำนาจ จึงถูกโกงไปจำนวนมาก ไม่รู้จะได้เงินคืนอย่างไร  แต่อีกกรณีหนึ่งผู้ซื้อที่เป็นผู้เสียหาย หลงเชื่อนายหน้าขายที่ดิน พาไปตรวจสอบดูที่ดินที่ซื้อขายกัน เพียงไปยืนดูที่ดินแปลงที่นายหน้าชี้ให้ดู เห็นว่าที่ดินแปลงนี้สวยถูกใจ ไม่ได้ตรวจสอบดูเลขหลักหมุด เมื่อตกลงซื้อขายกันในราคาหลายสิบล้านบาท นายหน้าจึงนัดโอนที่ดินและชำระเงินกัน

เมื่อถึงวันนัด นายหน้าพาเจ้าของที่ดินตัวจริงโฉนดตัวจริงไปที่ยังสำนักงานที่ดิน โดยไม่ให้เจ้าของที่ดินปริปากพูด ให้ลงชื่อขายตามที่นายหน้าบอกอย่างเดียว ผู้ซื้อจ่ายเงินหลายสิบล้านบาทให้ผู้ขาย และผู้ขายจดทะเบียนผู้ซื้อ  เป็นที่เรียบร้อย ผู้ซื้อเสียเงินหลายสิบล้านบาท และได้โฉนดที่ดินตัวจริงไปกอดไว้ จนกระทั่งผู้ซื้อได้ว่าจ้างคนงานเข้าไปล้อมรั้วแผ้วถางในที่ดินที่ซื้อขายกัน ยังไม่ทันถึงชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าของที่ดินแปลงที่แผ้วถางกัน และชี้ให้จับคนงานที่เข้าไปทำงานในที่ดิน ในข้อหาบุกรุก และตั้งข้อหาผู้ซื้อที่ดินว่าใช้ให้คนงานกระทำความผิด  ผู้ซื้อที่ดินจึงโชว์โฉนดที่ดินให้ตำรวจดู ตำรวจจึงนำใบโฉนดที่ดินที่ซื้อขายกันไปให้เจ้าหน้าที่ที่ดินตรวจสอบระวางที่ดินดูว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ซื้อขายกันนั้น ตั้งอยู่ตำแหน่งใด ผลปรากฏออกมาว่า ที่ดินที่ซื้อขายกันแปลงดังกล่าว ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในซอยห่างจากที่ดินแปลงที่บุกรุกกันประมาณ 100 เมตรเศษ ไม่ติดถนนใหญ่ เป็นที่ดินที่มีลักษณะเป็นหนองน้ำลึกกว่า 40 เมตร มีเนื้อที่เกือบ 20  ไร่ ที่เจ้าของขุดดินออกไปขายแล้ว และในการจดทะเบียนขายครั้งนี้ เจ้าของได้เงินค่าขายหนองน้ำไปเพียงสามแสนบาทเท่านั้น  ส่วนเงินหลายสิบล้านบาท นายหน้าเชิดเงินหลบหนีไป ยังจับตัวมาฟ้องศาลไม่ได้ ที่เจ็บใจก็คือ เจ้าของหนองน้ำคนเดิมมาเจรจาขอซื้อที่ดินที่เป็นหนองน้ำคืนจากผู้ซื้อที่ดินหลายสิบล้านบาทในราคาสามแสน มันน่าเจ็บใจจริงๆ

จากกรณีที่ยกมาดังกล่าวข้างต้น จึงนำมาเป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่า การทำมาหากินทุกวันนี้ ไม่ควรประมาท เชื่อและไว้ใจคนง่าย เพราะเศรษฐกิจฝืดเคืองในปัจจุบัน จะทำให้อาชญากรรมเกิดเพิ่มมากขึ้น ขอให้ระมัดระวังกันมากขึ้นด้วย.