หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

คุยกับ พงศ์ สุภาวสิทธิ์ ประจำวันที่ 7 มิ.ย. 2557

thainews180ทำไมประชาชนยอมรับการปกครองโดยทหาร

          นับตั้งแต่คณะคสช.เข้าบริหารราชการแผ่นดิน เพียงไม่กี่วัน ได้สร้างผลงานที่โดดเด่น ที่เป็นการแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานจากรัฐบาลชุดก่อนๆ จนทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันอย่างเห็นเป็นรูปธรรมว่า การปกครองโดยทหารดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ผลงานชิ้นแรก ก็คือจัดสรรเงิน ๙ หมื่นกว่าล้านมาจ่ายหนี้รับจำนำข้าวให้ชาวนาหลายแสนคนและจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้  ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลชุดก่อนได้สร้างปัญหาไม่จ่ายเงินรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนาจนชาวนาฆ่าตัวตายไปนับสิบคน เดือดร้อนกันทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจ่ายเงินให้ชาวนาไม่ได้ ทั้งๆที่บริหารงานงานมา ๒ ปีกว่า แต่คสช.เข้ามาบริหารงานเพียงไม่กี่วัน ทำไมทำได้ ซึ่งจะต้องตอบโจทก์ให้ได้ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้เพราะอะไร

งานต่อมา ในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมันแพง เมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมาฝ่ายเศรษฐกิจได้ประชุมกลุ่มงานพลังงาน วันรุ่งขึ้นก็มีการลดราคาน้ำมันต่าง ๆ เช่น ปคท,บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันกลุ่ม แก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลงลิตรละ  ๔๐ สตางค์ เป็นต้น นี่เป็นเพียง คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจเริ่มประชุมและยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร กลุ่มผลประโยชน์รีบปรับราคาน้ำมัน

ส่วนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ได้เริ่มทำกิจกรรมคืนความสุขให้แก่ประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มาได้ หลายวันแล้ว ภาพข่าวการแสดงออกของประชาชนที่ไปร่วมงานต่างมีความสุขกัน ทั้ง ๆที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้พยายามกำหนดนโยบายไว้ทุกรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำได้ กลับสร้างความแตกแยก แบ่งสีเสื้อเพิ่มมากขึ้น จนถึงกับจะมีการก่อจลาจลที่เป็นเหตุให้คสช.เข้ายึดอำนาจ

ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินทุกกระทรวงก็ได้เริ่มทำงานกันอย่างคึกคัก ผิดหูผิดตาไปจากการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  แม้แต่ฝ่ายที่รับผิดชอบด้านกฎหมายด้านเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เตรียมเสนอ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค คือการออก พระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม โดยให้บริษัททวงหนี้ลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง มีกฎระเบียบควบคุมดูแล เช่นห้ามข่มขู่ หรือประจานลูกหนี้ ทวงหนี้ตามเวลาที่กำหนด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1แสนบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี                 นอกจากนี้ สศค. จะเสนอ พรบ. หลักประกันทางธุรกิจ ช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เช่น สามารถนำสินค้าคงคลังมาเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จากปัจจุบันทำไม่ได้เพราะสินค้าคงคลังจดจำนองไม่ได้เป็นต้น

ขณะที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  จะเริ่มใช้แนวทางการปฏิรูประบบราชการในแต่ละหน่วยงาน โดย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าที่ผ่านมาข้าราชการไม่มีความชัดเจนในการวางตัวทางการเมือง จนเกิดภาวะล่ม  สะลายของระบบราชการ ซึ่งสิ่งสำคัญอันดับแรกต้องทำให้การบริหารงานโปร่งใส ตามหลักธรรมมาภิบาล เริ่มต้นจากการปรับวิสัยทัศน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ฝักใฝ่การเมือง และยึดหลักตามแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ประชาชนเข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อช่วยคานอำนาจ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงระเบียบข้อกฎหมาย โดยอาจต้องเพิ่มบทลงโทษ เพื่อลดระบบอุปถัมภ์ลง

ขณะที่ในส่วนของกระทรวงกลาโหม รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมหารือเตรียมแผนปฏิรูปประเทศไทยตามที่ได้รับมอบหมายจาก คสช. โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและทุกเหล่าทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ส่วนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้นัดหารือแนวทางปฏิรูปด้านการศึกษาเพื่อเสนอต่อ คสช. ในช่วงเย็นวันนี้ โดยเบื้องต้นจะเสนอให้ตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย และผลักดันมหาวิทยาลัยให้เป็นอิสระ เพราะจากการปรับปรุงกระทรวง ทบวง ตั้งแต่ปี 2545 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้มหาวิทยาลัยตกต่ำลง เนื่องจากรัฐบาลเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่าอุดมศึกษา

ด้านกระทรวงแรงงาน เตรียมเสนอนโยบาย 11 ข้อต่อ คสช.เพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ อาทิการประชาสัมพันธ์ให้สังคมโลกเข้าใจสถานการณ์ และให้เวลาประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ, การดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน ขับเคลื่อนการบริหารงานตามระเบียบบริหารราชการปกติของกระทรวงฯ ให้มากที่สุด โปร่งใส และเป็นธรรม

จึงเกิดคำถามว่า การบริหารราชการแผ่นดิน มีงานงานมากมายหลายกระทรวง คณะคสช.ซึ่งเป็นทหาร มีแต่ความรู้ในการบังคับบัญชากำลังพล และจะมาบริหารราชการแผ่นดินซึ่งมีงานสลับซับซ้อน โดยไม่มีนักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร

คำตอบก็คือ การบริหารราชการแผ่นดินของคสช.ที่สร้างผลงานโดดเด่นดังกล่าวข้างต้น โดยไม่มีนักการเมืองนั้น ทำได้โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบหมายภารกิจให้ข้าราชการประจำ ทั้ง ทหาร ตำรวจและข้าราชการพลเรือน รับผิดชอบโดยตรง  เช่นการตั้ง7 กลุ่มงานย่อยให้รับผิดชอบงานด้านต่าง ประกอบด้วย 1.ฝ่ายความมั่นคง พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช.2. ฝ่ายสังคมและจิตวิทยา พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. 3.ฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช.4. ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 5.ฝ่ายกิจการพิเศษ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว รองหัวหน้า คสช.6.สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการ คสช.7. กองรักษาความสงบเรียบร้อย พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1

หัวหน้ากลุ่มย่อยก็จะกระจายกำลังกันไปตามกระทรวง กรม กองต่าง ๆ ซึ่งมีข้าราชการประจำทำงานอยู่แล้ว ทหารเข้ามาบริหารงานโดยไม่มีความรู้ในงานของกรม กอง ต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร ก็โดยอาศัยความรู้ความชำนาญของข้าราชการในหน่วยงานนั้นเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยคสช.เป็นผู้กำหนดนโยบาย ก็จะเป็นลักษณะเดียวกันกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หลายคนไม่มีความรู้ในงานที่ตนเองรับผิดชอบ ก็ต้องอาศัยข้าราชการประจำ ทำงานขับเคลื่อนนโยบายให้ เช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ทำให้สงสัยและความแตกต่างของการบริหารราชการแผ่นดินโดยคณะคสช. ซึ่งเป็นการบริหารงานโดยใช้อำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องมีการตรวจสอบควบคุมจากหน่วยงานใด จึงแตกต่างกับการบริหารงานของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ต้องมีหน่วยงานหลายองค์ตรวจสอบ เราจะโชคดีถ้าได้ทหารที่มีความซื่อตรงมาปกครองประเทศ แต่ก็เข้าใจได้ว่า  ทหารก็คือมนุษย์เหมือนพวกเรา ย่อมมีชีวิต จิตใจ มีความรู้สึก อารมณ์ ความต้องการ แตกต่างอยู่ตรงที่ ทหารมีวินัยที่เคร่งครัด ต้องรับฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากเกินไป แสดงออกโดยไม่ฟังใคร จะเอาประโยชน์ของตนและพวกตนอย่างเดียว จึงต้องถูกทหารยึดอำนาจไป

เมื่อทหารแก้ปัญหาให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ สถาบัน สร้างความสามัคคีของคนในชาติได้ ซึ่งแตกต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนจึงยอมรับการปกครองโดยทหาร.