หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

คุยกับ พงศ์ สุภาวสิทธิ์ ประจำวันที่ 14 มิ.ย. 2557

thainews180ผมเคยเขียนเตือนว่า ระวังโครงการรับจำนำข้าว จะเหมือนโครงการรับจำนำลำไย  ซึ่งเกิดความเสียหายแก่รัฐกว่าหมื่นล้านบาทเฉพาะในปี 2545 เป็นปีที่ทักษิณ ชินวัตรเข้ามาเป็นรัฐบาลในปีแรก ได้สั่งการให้มีการดำเนินการร่วมกัน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์โดย องค์การคลังสินค้า (อคส.) 1,890.29 ล้านบาทและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 2,953.13 ล้านบาท รวมรับจำนำลำไย 80,963.28 ตัน รวมมูลค่า 4,843.42 ล้านบาทและสุดท้ายต้องทำลายลำไยอบแห้งของปี 2545 ประมาณ 22,000 ตัน ทำให้รัฐต้องสูญเสียงินไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาทเมื่อนับรวมกับการจำนำลำไยปี 2546-2547 ก็จะเป็นเม็ดเงินที่รัฐต้องสูญเสียไปรวมกันกว่าหมื่นล้านบาทรากเหง้าของเภทภัยทุจริตในโครงการลำไยดังกล่าว ได้ลุกลามต่อเนื่องมาถึงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณที่มาจากภาษีพวกเรา มากกว่า เจ็ดแสนล้านบาทซึ่งล้วนเป็นฝีมือของนักการเมือง ข้าราชการ และบริษัทเอกชนกลุ่มเดียวกัน
ทั้ง ๆ มีผู้หวังดีเป็นห่วงว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำซ้อน ต่างออกมาเตือนมาคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวเปลือก แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ ก็ดื้อดึงที่จะทำโคงการฯจนวินาทีสุดท้าย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดว่า  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความผิดในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เพราะในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กลับปล่อยให้มีการทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะไม่บริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายที่จะต่อต้านการทุจริตที่ได้แถลงไว้ต่อสภาฯ
ส่วนคดีโกงจำนำข้าวที่เพิ่งตัดสินเป็นคดีแรกเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นคดีที่มีการแจ้งความมาตั้งแต่ปี 2526เป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบในพื้นที่พบว่า ที่โรงสีข้าวนพภร ในเขตพื้นที่ อ.บ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ มีข้าวสูญหายไปรวม 750 ตัน แยกเป็นข้าวเปลือก 621 ตัน ข้าวสารสีแปรอีก 129 ตัน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท จึงได้สรุปสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ และ  ศาลจังหวัดชัยภูมิมีคำพิพากษาสั่งลงโทษ 2 ข้อหาหนัก ต่อทั้งเจ้าของโรงสี และพวกที่เป็นชาวนาอีก 9 ราย เนื่องจากมีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ สวมใบประทวน ข้าวลม และนำข้าวในโกดังของรัฐออกมาเวียนเทียนสวมสิทธิทำข้าวของรัฐสูญหายไป โดยศาลมีคำพิพากษาสั่งลงโทษ เจ้าของโรงสีข้าวนพภร ในข้อหายักยอกทรัพย์ข้าวที่หายไป ให้จำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญาส่วนชาวนาได้ลงโทษปรับทั้ง 9 ราย และให้จำคุก 6 เดือน แต่โทษจำคุก ให้รอลงอาญา 2 ปี
ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอยื่นสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมในคดีอาญาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และคดีละเว้นไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจนเกิดการทุจริตอีก 8 ปาก ประกอบด้วย 1. นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผอ.อสค. 2. นายประกอบ รัตนภักดี หน.กองธุรกิจข้าว ทำการแทน ผอ.อ.ต.ก. 3. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผอ.สศค. กระทรวงการคลัง 4. นายพชร อนันตศิลป์ รองประธานคณะอนุกรรม การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล  5. นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด 6. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐ มนตรี 7. นายถวิล พึ่งมา ประธานคณะทำงานพิจารณากำหนดกรอบคุณภาพและกลไกราคาตามสภาพข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลตามรายงานผลการดำเนินงานการคิดค่าเสื่อมสภาพราคาข้าว เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2553 ต่อรัฐมนตรีกระทรวงพานิชย์ และ 8. นายพิชัย ชุณหวชิระ นักบัญชีอิสระ                    ขณะเดียวกันยังขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น คือ ไต่สวนฯเรื่องการคิดคำนวณเพื่อหักค่าเสื่อมสภาพข้าวในสต็อกข้าวรัฐบาล จำนวน 2.977 ล้านตันข้าวสาร ในโครงการรับจำนำข้าว ที่มีการโต้เถียงของ อคส. และ อ.ต.ก.ที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีของข้าวสารจำนวนดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าไม่มีข้าวสูญหายจำเป็นต้องพิสูจน์หาข้อเท็จจริงให้เกิดความโปร่งใสในการไต่สวนฯ
นอกจากนี้ยังให้ไต่สวนฯพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการคิดค่าเสื่อมสภาพของข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกรัฐบาล ที่มีความเห็นต่างกันระหว่างคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวกับ สศค.เกี่ยวกับค่าเสียหาย และไต่สวนฯ เรื่องการประเมินความเสียหายของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีส่วนต่างกันของตัวเลขเป็นเงินกว่า 172,933 ล้านบาท เนื่องจาก ป.ป.ช.ยังไม่มีความชัดเจนหรือได้ข้อยุติของตัวเลขความเสียหาย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ขอความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช. เพราะเป็นการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวมีเจตนาดีและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ขณะที่นายวิทยา อาคมพิทักษ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า จากนี้ไป ป.ป.ช.จะนำข้อมูลรายละเอียดและเอกสารพยานหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณา ว่าข้อมูลที่ได้เพียงพอแล้วหรือไม่ เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลและพยานหลักฐานในส่วนของคดีการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี หรือรัฐบาลต่อรัฐบาล กับรัฐบาลจีน ว่ามีการส่งออกข้าวจริงหรือไม่ด้วย เพราะทุกคดีมีความเกี่ยวโยงกัน”ยอมรับว่าการดำเนินการต้องใช้เวลานาน เนื่องจากคดีอาญาจะต้องใช้ความรอบคอบมากที่สุด อีกทั้งต้องรอข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวหา 89 ราย ที่ ป.ป.ช.เชิญมาให้ข้อมูลประกอบด้วย” นายวิทยากล่าว
ส่วนกรณีปัญหาชาวนาที่ไม่ได้รับเงินตามใบประทวน  ซึ่งคณะ คสช.ได้สั่งให้ผู้เกี่ยวข้อง เร่งจ่ายเงินให้ชาวนาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วซึ่ง นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 ว่า ถึงขณะนี้ธนาคารได้ทยอยจ่ายเงินให้ชาวนาไปแล้วทั้งสิ้น 469,000ราย คิดเป็นวงเงิน 47,800ล้านบาท โดยในส่วนนี้ ธ.ก.ส.ได้สำรองเงินสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก 7,860ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่นำสภาพคล่องมารองรับการดำเนินการแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท ระหว่างที่รอรับเงินจากกระทรวงการคลังอีก 5 หมื่นล้านบาท
กระทรวงการคลัง จึงเร่งเปิดประมูลวงเงินกู้จำนำข้าวรอบแรก 5 หมื่นล้านบาท ใครที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็โปรดรับรู้ไว้ใน พ.ศ.นี้ นายทุนที่หากินกับดอกเบี้ยโดยการให้กู้ยืมเงินเช่นสถาบันการเงินต่างๆ ถ้าอยากได้ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินโดยไม่ต้องเสี่ยง เพราะมีรัฐบาลค้ำประกัน ก็ต้องเข้าร่วมยื่นซองประมูลว่า ตนเองจะขอคิดดอกเบี้ยจากการให้กู้ในอัตราร้อยละเท่าใด เมื่อรัฐเปิดซองเห็นว่าดอกเบี้ยถูก ก็จะให้ผู้นั้นชนะการประมูลให้รัฐบาลกู้เงิน  โดยนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน   เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ออกหนังสือเชิญสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน 32 แห่ง เพื่อดำเนินการจัดหาเงินกู้และค้ำประกันให้กับ ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 เพิ่มเติมอีก 4 หมื่นล้านบาท อายุเงินกู้ 3 ปี โดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพฯ (BIBOR) 6 เดือน โดยให้สถาบันการเงินยื่นซองประมูลวันที่ 12 มิ.ย.2557 และส่งมอบเงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 19 มิ.ย.นี้
ได้เห็นพิษภัยของการโกงชาติแล้ว การที่ศาลลงโทษคดีแรกหนัก จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง.