หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

คุยกับ พงศ์ สุภาวสิทธิ์ ประจำวันที่ 21 มิ.ย. 2557

thainews180เป็นข่าวมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชายหนุ่มกลางคนเจ้าของรถเบนซ์ สปอร์ต ราคา 4.3 ล้านบาท จอดรถไว้ที่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในเขตตำบล  สุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตนเองซื้อห้องชุดไว้ หลังจากนอนหลับพักผ่อนแล้วตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ 28 พค.57 ลงมาที่ลานจอดรถ ต้องใจหายวาบ เพราะรถคันหรูได้อันตรธานหายไป เจ้าตัวจึงรีบไปแจ้งความที่ สภ.ภูพิงค์ฯ

จากข้อมูลที่ชายให้ไว้กับพนักงานสอบสวน เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ชายเช่าซื้อรถเบนซ์ สปอร์ต 2 ประตู สีดำ จากศูนย์เบ็นซ์แห่งหนึ่งในกทม. ในราคา 4.3 ล้านบาท จ่ายเงินดาวน์ไป 800,000บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 72 เดือนๆละ 4 หมื่นบาทเศษ ชายได้ชำระไปแล้ว 2 งวด ค้างชำระ อีก3 งวด บริษัทไฟแนนซ์ ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา ให้ชายส่งรถคืน แต่ชายต่อรองกำลังจะนำเงินไปต่ออายุสัญญา แต่รถก็ถูกขโมยไปเสียก่อน การเช่าซื้อดังกล่าว มีนุชอดีตแฟนสาว เป็นผู้ค้ำประกัน และได้เลิกกับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่รับมอบรถจากบริษัทไฟแนนซ์ ได้กุญแจรถชนิดรีโมท มา  2  ดอก ชายเก็บไว้ใช้ 1 ดอก มอบให้นุชไว้  1 ดอก

ทรัพย์สินในรถยนต์มีหลายรายการ ซึ่งมีหลักฐานที่มา มีมูลค่ากว่า ห้าล้านบาทได้หายไปพร้อมรถ  รวมการสูญเสียคราวนี้ ไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท

หลังจากที่ตำรวจรับแจ้งความได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานทันที จุดแรกคือกล้องวงจรปิด พบว่า คนร้ายใช้รถกระบะสี่ประตู ไม่มีป้ายทะเบียน พอมาถึงลานจอดรถที่รถเบนซ์จอดอยู่ คนร้ายได้ลงมาจากรถใช้รีโมทเปิดประตูรถขึ้นนั่งประจำคนขับ สตาร์ทรถแล้วขัยรถเบนซ์หนีไปอย่างรวดเร็ว

ประเด็นแรก พนักงานสอบสวนมุ่งไปที่กุญแจรีโมท รถราคาแพงคงจะก็อปปี้ได้ยาก จึงมอบหมายให้ตำรวจสายสืบไปสอบข้อเท็จจริงจากนุชอดีตแฟนเก่าของชาย ซึ่งเป็นผู้ที่ถือกุญแจดอกที่สองไว้  เมื่อตำรวจสอบปากคำ นุชให้การว่า ได้มอบกุญแจคืน บริษัทไฟแนนซ์ไปนานแล้ว

ชายจึงสอบถามไปยังบริษัทไฟแนนซ์ พนักงานบริษัทไฟแนนซ์แจ้งว่า ไม่เคยได้รับกุญแจรถยนต์เบ๊นซ์คันดังกล่าวคืนจากนุช  ถ้าเป็นอย่างนี้ ต้องมีใครสักคนที่โกหก

จากเบาะแส ที่ได้จากภาพกล้องวงจรปิด ที่รถยนต์ถูกลักในเวลาห้าทุ่มเศษ ซึ่งเป็นเวลาเคอร์ฟิวของประกาศกฎอัยการศึกของทหาร แสดงว่า คนร้ายเส้นใหญ่ ไม่เกรงกลัวทหารจึงออกปฏิบัติการในเวลาต้องห้ามออกนอกเคหสถาน

พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนุชมาให้ปากคำ 2 ครั้ง แต่นุชยังไม่ยอมไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน

ชายกระวนกระวายใจ เพราะเอกสารหลักฐานเกี่ยวอสังหาริมทรัพย์ สัญญาเงินกู้ และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เป็นธุรกิจของชายหายไปพร้อมกับรถยนต์ จึงทำให้ชายทำงานไม่ได้ เมื่อชายรอการทำงานของตำรวจไม่ไหว พกพาความกลัดกลุ้มมาพบ ขอคำปรึกษาที่สำนักงาน

ประการแรก ผมได้ขอขอมูล ประวัติการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายกับนุช ย้อนหลัง จึงพบว่า หลังจากชายกับนุชคบหาเป็นแฟนกันมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึง กุมภาพันธ์ 2557 ทั้งสองมีปากเสียงกันเรื่องการเงิน เพราะต่างคนต่างเป็นนักธุรกิจ นุชก็มีฐานะทางการเงินดี ต่างคนต่างไม่ได้พึ่งพาการเงินกัน ครั้งสุดท้าย นุชโอนเงินเข้าบัญชีชาย จำนวนหนึ่ง พอๆกับที่นุชเป็นหนี้เพื่อนของชาย ชายบอกว่าไม่คืนเงินให้นุช แต่จะใช้หนี้เพื่อนแทนนุช แต่ถึงขณะนี้ ชายก็ยังไม่ได้ใช้หนี้ให้เพื่อน

ถึงแม้จะเลิกรากันมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ปัญหาการเงินก็ยังคาราคาซังกันอยู่ ไหนจะเรื่องเงิน ไหนจะเรื่องการค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์คันที่ถูกขโมย ชายบอกว่าเลิกกันแล้วไม่มีอะไรกัน แต่ในความเป็นผู้หญิงย่อมละเอียดอ่อนกว่า

ประกอบกับได้ข้อมูลที่ชายให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และคำบอกเล่าของชายเมื่อโทรศัพท์ไปถามนุช แต่นุชไม่ยอมพูดด้วย กลับบอกให้พูดกับทนายความแทน

เมื่อประมวลจากพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่มีอยู่ จึงพอจับประเด็นได้ดังนี้

รถยนต์เบนซ์ไม่ได้ถูกคนอื่นขโมย แต่คนที่จะมาขับรถไปได้จะต้องมีกุญแจรีโมทซึ่งโยนกันไปมาระหว่างนุช กับบริษัทไฟแนนซ์ ถ้ากุญแจอยู่ที่ใคร ก็แสดงว่าคนนั้นเป็นคนขับรถไป

อาจเป็นไปได้ว่า นุชเอากุญแจให้พนักงานบริษัทไฟแนนซ์ แล้วนุชไปส่งพนักงานไปยึดรถที่คอนโด ซึ่งเป็นที่ชายพักอาศัยอยู่และนุชก็เคยมาอยู่กับชายที่นี่ นุชจึงรู้ดีว่ารถยนต์จอด         อยู่ที่นี่

เหตุที่นุชต้องนำพนักงานไปยึด เพราะถือสิทธิ์ 2 อย่าง คืออย่างแรก ถือว่าตนเองมีสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์รวมอยู่ด้วย เพราะรถยนต์เป็นทรัพย์สินรวมของผู้ที่อยู่กินกันเป็นสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีหลักฐานการได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกันคือ ตนเองเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์  สิทธิอย่างที่สอง ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อบริษัทบอกเลิกสัญญา ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงหาวิธีให้เสียน้อยที่สุดโดยมอบกุญแจให้พนักงานบริษัทไฟแนนซ์ไปยึดรถกลับ ถามว่าทำไมต้องทำแบบรวบรัด ปัญหาคือว่า การทำตามขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้องในการยึดรถกลับจากการผิดสัญญาเช่าซื้อ บริษัทไฟแนนซ์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาก่อน เมื่อคดีถึงที่สุดจึงมอบให้กรมบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ต้องใช้เวลานาน ถึงตอนนั้นรถยนต์เสื่อมสภาพจากการใช้หมด และบริษัทต้องฟ้องเรียกค่าเสื่อมราคา จำนวนมาก นุชซึ่งร่วมรับผิด จะต้องใช้หนี้ที่ตนเองไม่ได้ใช้  จึงใช้วิธีแบบนี้  หากถูกดำเนินคดี ก็จะใช้สิทธิดังกล่าวต่อสู้คดี นี่คือคำตอบว่า ทำไมเมื่อชายโทรศัพท์ขอพูดด้วย นุชจึงบอกให้พูดกับทนายความแทน เรื่องก็เป็นแบบนี้นี่เอง.