หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

คุยกับ พงศ์ สุภาวสิทธิ์ ประจำวันที่ 19 ก.ค. 2557

thainews180ผู้จัดการมรดกโอนขายที่ดินของทายาทอื่น

          เรื่องมรดกของผู้ตายจะเป็นเรื่องเกิดปัญหาการแย่งชิงมรดกันระหว่างทายาท อยู่บ่อยๆ กรณีของนายสม ก็เช่นเดียวกัน มารดาของนายสมชื่อนางออน ได้รับมรดกมาจากยายของนายสม   เป็นที่ดินจำนวนหนึ่งแปลง  ต่อมาปลูกหอพักเพื่อเก็บกินค่าเช่า ต่อมาได้ นางออนสมรสกับนายแดง อยู่กินกันจนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ก็คือ นายสมนี่แหละ

ปัญหาเกิดขึ้น ก็คือนางออนได้ตายไปโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้    โดยปกติก็จะมอบให้นายสมบุตรชายเป็นคนเก็บค่าเช่า มาใช้จ่ายในครอบครัว แต่ต่อมาบิดาของนายสมได้ไปยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางออน ต่อศาล    และขอให้นายสมลงชื่อยินยอม ปรากฏว่า พ่อลูกคู่นี้ไม่ลงรอยกัน เพราะพ่อจะกลับไปอยู่บ้านเดิมกับญาติๆ แต่นายสมไม่ยอมไปด้วย และพ่อบอกว่าเมื่อจัดการมรดกแล้ว ก็จะขายหอพักเอาเงินมาแบ่งกัน แต่นายสมบอกว่าส่วนของตนไม่ขาย เมื่อพ่อได้รับคำสั่งศาลแล้ว ได้นำเอาที่ดินพร้อมหอพักไปขายให้แก่นายก้อง แล้วเอาเงินไปหมด ไม่ยอมแบ่งให้นายสม ต่อมา นายสมทราบเรื่องขณะที่พ่อถึงแก่ความตาย จึงมาปรึกษาว่า จะไปตามเอามรดกจากนายก้องได้หรือไม่

นายก้องเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินพร้อมหอพักจากพ่อของนายสม โดยเสียค่าตอบแทน จดทะเบียนโอนต่อนายทะเบียน เปลี่ยนชื่อเจ้าของที่ดินและหอพักมาเป็นของนายก้องแล้ว นายก้องจะยกความเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อเจ้าหนักงานแล้วด้วย

กรณีของนายสมดังกล่าวเป็นเรื่อง เจ้าของที่ดินที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากมารดา ณ วันที่มารดาถึงแก่ความตาย การที่บิดาของนายสมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางออน จะนำเอาที่ดินพร้อมหอพักในส่วนที่เป็นของนายสมไปขายให้นายก้องไม่ได้ เพราะนายสมไม่ได้ให้ความยินยอม แต่สามารถขายเฉพาะส่วนของตนได้ ส่วนนายก้องผู้ซื้อจะยกเอาความเป็นบุคคลภายนอกขึ้นต่อสู้ไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายถือว่า “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีไปกว่าผู้โอน” เมื่อผู้โอนไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิ์รับโอนได้เช่นเดียวกัน

เรื่องทำนองเดียวกันนี้ ได้มีคำ พิพาก ษาฎีกาที่ 1971/2551วินิจฉัยไว้แล้ว จะนำมาสรุปให้อ่านกันดังนี้ จำเลยที่1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคน และมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิ์และอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ไปขายให้แก่ผู้ใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่  1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานแล้ว ก็ไม่ได้สิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของโจทก์ การที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทของโจทก์คืน จึงเป็นการใช้สิทธิ์ติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิ์ยึดถือไว้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 จึงนำเอาอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 240  มาใช้บังคับไม่ได้

จำเลยที่ 2  รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่  1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานแล้ว ก็ไม่ได้สิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตามหลักที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีไปกว่าผู้โอน  การที่จำเลยที่ 1  จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องติดตามเอาทรัพย์คืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ ไม่ใช่เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 237  จึงไม่ขาดอายุความ 1 ปี  ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 240 แล้วพิพากาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดนพิพาท  ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้การมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย  พิพากษายืน

เรื่องของนายสม เป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับแนวคำพิพากษาดังกล่าว นายสมจึงสามารถฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์มรดกในส่วนของตนคืนมาจากนายก้องได้ แม้จะพ้นกำหนดระยะเวลากว่า  1  ปี ก็สามารถฟ้องได้ เพราะคดีในเรื่องดังกล่าวนี้ ไม่มีอายุความ.

พงศ์ สุภาวสิทธิ์