หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

จิตอาสา

Author by 26/06/14No Comments »

0

ประกอบ เขียว สวย หอม

เป็นตัวของตัวเองก่อนคิดเป็นจิตอาสา ” This is not story of heroic feats or merely the narative of a cynic at least I did not mean to be. It is a glimpse of two lives running parallel for a time , with similar hopes and convergent dream.”

“นี่ไม่ใช่เรื่องโลดโผนของวีรบุรุษ หรือเรื่องเล่าในคุณงามความดีของมนุษย์เท่านั้น อย่างน้อยตัวผมเองก็ไม่ได้คิดจะให้เป็นแบบนั้น มันเป็นชีวิตวูบหนึ่งของคนสองคน ที่ใช้เวลาด้วยกันตามความหวังและความฝันที่มาบรรจบกันพอดี” เอร์เนสโต เช เกวารา (The Motorcycle Diaries)

เมื่อครั้งที่ชมภาพยนตร์ชีวิตของเช เกวารา เรื่อง The Motorcycle Diaries วัยในยามนั้นไม่อยู่ในภาวะให้นึกถึงคนอื่นเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการเดินทางผจญภัยธรรมดาๆของคนวัยหนุ่ม ที่ต้องเอาใจช่วยในทุกเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นป้ามอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ เพื่อนร่วมทาง ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ และเพลงที่ไพเราะมาก ทุกอย่างถูกเก็บไว้บนหิ้งแห่งความหลัง

แล้ววันหนึ่งในชั้นเรียนที่มีการพูดถึงวิธีพลิกระบบการทำเกษตรระดับชาติของประเทศคิวบา โดยการปลูกผักปลอดสารพิษทั้งประเทศ เป็นการปลดแอกประเทศเล็กๆออกจากการควบคุมประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้ประเทศต้องลุกขึ้นพึ่งพาตนเองอย่างจริงจัง เช เกวารา จึงถูกเคาะฝุ่นเพื่อนำมาแสดงให้เห็นในฐานะ “พลัง” ของ “ความอยากเปลี่ยนแปลง”

เขาเริ่มต้นจากการเดินทางทางกายภาพ แต่มันเป็นการเดินทางภายในเพื่อแสวงหาตัวตนของเขา (สันนิษฐานได้ว่าการจะเป็นวีรบุรุษนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการค้นหาตนเอง)

อุดมการณ์ทางการเมืองของเช เกาะเกี่ยวเป็นรูปร่างได้จากจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ตั้งใจจะค้นหาตัวเอง สิ่งที่เขาค้นพบกลับยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่า เขาพบความสามารถของตนเองผ่านความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ ทำให้เขาอยากที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้รับในสิ่งที่พึงได้รับ แล้วอะไรบ้างจะเป็นปัจจัยเอื้อให้คนวัยหนุ่มสาวรู้จักตนเองอย่างไม่แปลกแยกออกจากสังคม

นักปรัชญาการศึกษาอย่างเปาโล แฟรร์ ได้เสนอให้นำปัญหาของชุมชน สังคม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ร่วมกับระบบการศึกษา แทนที่จะใช้สถาบันหรือหลักสูตรเป็นศูนย์กลางฝ่ายเดียว การเข้าใจปัญหาของชุมชน สังคมบ้านตน เป็นการสร้างภาพผลกระทบในอนาคตที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังต้องดำรงชีวิตอยู่ ความเข้าใจ การเอาใจใส่ปัญหาจะสร้างกระบวนการทางสำนึกที่พวกเขาต้องเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ตามความสามารถ ความสนใจของแต่ละคน

เปาโล แฟรร์ได้ขยายกรอบการเรียนรู้ออกไปไกลจากหลักสูตร ตรงกับแนวคิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คือ การนำปัญหาของสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการศึกษา

ทั้งนี้แนวคิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ยังมีโครงสร้างตรวจสอบการเรียนรู้ว่าพวกนักเรียนนักศึกษาได้ใช้ความสามารถอะไรของตน เข้าไปจัดการปัญหาได้อย่างไร ระหว่างการแก้ไขปัญหานั้นเขาค้นพบข้อบกพร่องอะไรบ้าง สุดท้ายไม่มีการคาดหวังว่าการแก้ปัญหานั้นจะประสบความสำเร็จ

ขอขีดเส้นใต้อีกครั้งเลยว่า ไม่มีการคาดหวังว่าปัญหานั้นจะถูกแก้ไขได้สำเร็จ (โดยเฉพาะจากระบบการศึกษาเพียงด้านเดียว) แต่นี่คือ  จุดเริ่มต้นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความ “อยากเปลี่ยนแปลง” สังคมตามศักยภาพ ตามความสามารถ ความสนใจที่หลากหลายของแต่ละบุคคล เมื่อปัญหาของสังคมไม่ถูกเก็บงำไว้ ถูกกระจายออกเป็นสาธารณะทุกระดับ ให้ผู้คนรับรู้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ กำแพงสถาบันด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ควรสร้างประตูปัญหาและการแก้ไขให้เชื่อมถึงกัน  ประตูนั้นควรเปิดไว้เป็นโอกาสสำหรับทุกๆคนที่จะเข้ามาแก้ไขด้วย

ในรายวิชาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับนักศึกษาช่าง จะมีกิจกรรมให้บันทึกรายรับรายจ่าย การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ และผลลัพธ์หรือข้อคิดที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว  นักศึกษาหลายๆคนมักจะสับสนว่าจะให้เขียนอะไรนักหนา มันน่าอึดอัดมากสำหรับทฤษฎีหนึ่งที่เข้าไม่ถึง ไม่อินกับวิถีชีวิตแบบพวกเขา การปรับกิจกรรมดังกล่าวจึงเกิดขึ้น

พูดให้ง่ายคือต้องแหกกรอบออกไปค้นหาตัวตนที่หลากหลายของพวกเขาให้ได้ เราจะใช้ทฤษฏีหรือกฏเกณฑ์เดียวไม่ได้อีกต่อไป เริ่มจากพูดคุยกับพวกเขาทีละคน ชีวิตพวกเขาฟังเพลงแบบไหน ดูหนังอะไร อยู่กับแฟนที่หอแล้วจัดการรายจ่ายอย่างไร อยู่กับผู้ปกครองที่ไม่ใช่พ่อแม่แล้วเคยแสดงความรักไหม หอมแก้มพ่อแม่เป็นไหม เพื่อนรักมีพฤติกรรมอะไรที่ถ้าเป็นตัวนักศึกษาแล้วจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด ฯลฯ

คำถามธรรมดาที่อยู่ในชีวิตธรรมดา แต่อาจจะยังไม่เคยลงมือทำ ถูกสร้างขึ้นมาให้เกิด “อาการอยากเปลี่ยนแปลง” ด้วยวิธีที่พวกเขาอยากทำเอง ไม่มีการคาดหวังอะไรใดๆ จากนักศึกษาสี่ห้าร้อยคน มีประมาณ 5 % ที่เขาค้นพบความลึกซึ้งของตัวเองใหม่ ที่เห็นได้จากตาเปล่าคือพลังที่พวกเขาอยากเปลี่ยนตัวเอง เช่น เลิกดื่มน้ำหวาน พกกระติกน้ำแบบเติมได้ วิธีที่เล่าถึงการกราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอนทุกคืนได้อย่างไม่เคอะเขินซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกๆ

การค้นพบวีรบุรุษในตนเองของพวกเขาแค่ต้องการคนบอกเล่า ชี้ทาง รับฟัง ไม่ใช่สั่งสอนด้วยทฤษฏีใดทฤษฏีหนึ่งเท่านั้น จิตอาสา คือความลับของเครื่องมือในการสร้างคนให้มีความสุขทั้งทางกายภาพและจิตใจ

ในประเทศออสเตรเลียมีรายงานว่ามันเป็นการยากที่จะแยกระหว่างผู้คนที่มีสวัสดิการทางสังคม หรือมีชีวิตที่ค่อนข้างดีจะมีแนวโน้มมีจิตอาสามากกว่าบุคคลประเภทอื่น หรือการมีจิตอาสานั้นทำให้พวกเขารู้สึกดีกันแน่

ขณะที่ประเทศอเมริกาก็มีรายงานเพิ่มเติมว่าการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สามารถส่งผลดีต่อการเต้นของหัวใจได้ ถึงจะไม่มีใครบอกได้ว่าคุณต้องทำงานอาสากี่ร้อยชั่วโมงความดันเลือดถึงจะดีขึ้น แต่จากสถิติก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริงๆจากกลุ่มตัวอย่างคนไข้ซึ่งอยู่ในวัย 50 ปี

ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ หรือได้ช่วยคนอื่นแล้วรู้สึกดีเป็นพิเศษไม่น่าจะสำคัญเท่า ความทรงพลังของการทำงานอาสาที่พัฒนามาจากการเข้าใจตนเอง รู้จักตนเอง ต้องการสิ่งใดจากสังคม อยากให้สังคมมองเห็นเราแบบใด เราก็ต้องให้สิ่งนั้นกับสังคมก่อน แล้วที่ทางของจิตอาสาจะเผยตัวโดยไม่ต้องภัยพิบัติทางธรรมชาติมาเยือนก่อนทุกครั้ง

“วีรบุรุษนั้นเกิดขึ้นมาได้แม้ในยามปกติ”.

เรื่อง เวลา กัลหโสภา

.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ภาคพายัพ เชียงใหม่