หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

นิเวศประวัติศาสตร์กับต้นไม้ใหญ่เมืองเชียงใหม่

Author by 12/06/14No Comments »

0

????????? ????? ??? ???....?.??????            นอกจากจะมีวัดวาอาราม โบราณสถานจำนวนมาก  เมืองเชียงใหม่ยังมีต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปี หลายต้นอายุกว่าร้อยปี ยืนต้นเป็นร่มเงาให้เมืองมายาวนาน  ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ผ่านกาลเวลามาจวบจนปัจจุบันโดยไม่ถูกตัดโค่นทำลายได้อย่างไร    อาจารย์สมโชติ อ๋องสกุล นักวิชาด้านประวัติศาสตร์ล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับอีกบทบาทสำคัญคือ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ  “เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และจัดการพื้นที่สีเขียวเมืองเก่าเชียงใหม่ ตามแนวคิดนิเวศประวัติศาสตร์อย่างมีส่วนร่วม” ดำเนินงานโดยเชียงใหม่เขียว สวย หอม, คณะสถาปัตยกรรม และการออกแบบสิ่งแวดล้อม ม.แม่โจ้ , มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, กลุ่มเพื่อนร่วมงาน และได้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม จะมาช่วยบอกเล่า ความสัมพันธ์ของนิเวศประวัติศาสตร์กับต้นไม้ใหญ่ และข้อเสนอสำคัญในวาระ 720 ปี 60 รอบนครเชียงใหม่

นิเวศประวัติศาสตร์

            “เชียงใหม่เราเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีความอุดมสมบูรณ์สืบเนื่องมาในตลอด 700 ปี หลังจากพญามังรายรวมลุ่มน้ำปิงกับลุ่มน้ำกกเข้าด้วยกันก็ได้ตั้งเวียงกุมกามขึ้นมา ระบบนิเวศของเวียงกุมกามก็จะมีแม่น้ำปิงเป็นสายหลัก ต่อมา พญามังรายพบว่าการอยู่ริมแม่น้ำปิงต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นประจำ ดังนั้นในปีที่ 1839 พญามังราย กับพระสหาย ได้หาทำเลใหม่ที่ด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าเป็นแม่น้ำ มีไชยมงคล 7 ประการ เป็นหลักคิดสำคัญในการสร้างเมือง

ใน 7 ประการนั้นมีแหล่งน้ำ3อย่าง คือความอุดมสมบูรณ์  มีระบบนิเวศ 4 อย่างก็คือ 1.ดอยสุเทพ ทิศตะวันตก  2.น้ำแม่ปิง ทิศตะวันออก  3. น้ำแม่ข่า ซึ่งเป็นเหมือนกำแพงชั้นนอกอีกด้านหนึ่งของเมือง  4 .หนองใหญ่ไชยมงคล ทิศอีสาน ฉะนั้นสิ่งที่เป็นระบบนิเวศของเมืองเชียงใหม่ คือความอุดมสมบูรณ์ด้วยป่า น้ำ ภูเขา

ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่หนูโตเท่ากระดุมเกวียน คืออุดมสมบูรณ์มาก เหล่านี้ก็คือมุมมองทางนิเวศที่เป็นบริบทสำคัญของการตั้งบ้านแปลงเมืองของเชียงใหม่ พัฒนาการของเมืองเชียงใหม่ 700กว่าปีก็อยู่ในระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้”

ต้นไม้ใหญ่เมืองเชียงใหม่

            “เหตุผลที่ไม้ใหญ่ในเมืองเชียงใหม่ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ก็เพราะความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นตัวกำกับให้ไม้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไม้สะหลี หรือต้นโพธิ์ เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด อยู่ได้โดยมีระบบความเชื่อรองรับ แล้วก็มีเทวดาอารักษ์ รักษา มีประเพณีการแห่ไม้ค้ำโพธิ์  หรือว่าไม้หมายเมืองที่มีเทวดารักษา แล้วก็มีประเพณีเมืองดูแล เพราะฉะนั้นต้นไม้ก็ไม่ได้เป็นไม้ที่อยู่โดดๆ แต่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัฒนธรรม มีผู้คนเคารพนับถือด้วยก็เลยทำให้สิ่งเหล่านั้นคงอยู่

“ฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือการประคับประคอง ดูแลให้มันมีความสมดุลกับสภาพในแต่ละที่ เช่น เมื่อกิ่งไม้แห้ง จะต้องตกแต่งกิ่ง หมอต้นไม้อาสาสมัครทั้งหลายก็จะต้องคอยดูแล และจะต้องให้คนในชุมชนเป็นหลักในการดูแลต้นไม้  การปลูกต้นไม้จะต้องควบคู่ไปกับการดูแล พร้อมๆกับการอยู่ในวัฒนธรรมที่เคารพต่อต้นไม้โดยถือว่ามีอารักษ์ประจำต้นไม้  แล้วทุกต้นก็ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ อย่างต้นลั่นทมในวัดเชียงมั่น    ปลูกในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์   เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์มังราย เป็นวัดที่กษัตริย์เจ้าหลวงเชียงใหม่มาทำนุบำรุง ซึ่งเคยมีคุ้มอยู่ตรงนี้ ถ้าเราได้มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราว เราก็จะได้ต้นไม้ที่มีคุณค่าที่มากกว่าการเป็นต้นไม้

“ทุกชุมชนที่เชียงใหม่เขียว สวย หอม เข้าไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็น นันทาราม ป้านปิง เชียงมั่น พันอ้น พวกแต้ม คือเขตเมืองเก่า เป็นชุมชนที่มีศรัทธาวัดมีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเองอย่างน้อยๆ 200 ปี เขาก็จะสืบสานที่มาที่ไปในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมืองได้ และแต่ละที่นั้นก็เป็นวัดระดับกษัตริย์สร้าง เช่น วัดเชียงมั่น ก็จะเป็นวัดกษัตริย์สร้างวัดแรกของเมืองเชียงใหม่ กษัตริย์ก็ได้ทำนุบำรุงศาสนาไปพร้อมๆ กับการปลูกต้นไม้ ในโอกาสต่างๆ เพราะอย่างนั้น ความเข้มแข็งทางศาสนา การอุปถัมภ์ของบ้านเมือง และการหนุนเสริมของศรัทธาวัด ก็ทำให้ในแต่ละชุมชนมีระบบนิเวศ ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาติ อยู่อย่างสมดุล “

            ฟื้นเมืองประวัติศาสตร์ ในวาระ  720 ปี 60 รอบนครเชียงใหม่

“100 กว่าปีที่ผ่านมา เมืองเชียงใหม่ได้เติบโตขยับขยาย และได้ทำลายน้ำแม่ข่าโดยทำให้น้ำแม่ข่าเป็นที่รับน้ำเสีย น้ำแม่ปิงก็เช่นกัน หลังมีเขื่อนภูมิพลมาปิดกั้น ทำให้การจราจรทางน้ำยุติลง รถไฟมาเมื่อ พ.ศ. 2464การเดินทางทางแม่น้ำปิงก็ลดลง ทำให้สายน้ำกลายเป็นที่รองรับน้ำเสียของเมือง ดอยสุเทพซึ่งเป็นเขตป่าเขาใหญ่ ก็กลายเป็นแหล่งที่ผู้คนไปจับจอง การบุกรุกผืนป่ากลายเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือการถมแหล่งน้ำ หนองใหญ่ไชยมงคล นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศของคนเชียงใหม่ และเป็นปัญหาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา

“ในระยะ 20ปีที่ผ่านมา ดอยสุเทพได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น การพยายามสำรวจความเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ การมีพันธุ์ไม้ที่หายากที่สุดในโลก จึงมีการฟื้นผืนป่าแหล่งนี้ ห้ามไม่ให้มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนดอยสุเทพ นั่นคือกระบวนการต่อสู้กับการพัฒนาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2513 ปี 2524 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผืนป่าก็ได้รับการอนุรักษ์มากขึ้น เช่นเดียวกับแม่น้ำปิงที่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น จากน้ำที่มีคุณภาพต่ำลงจนกระทั่งปลาตายก็ดีขึ้นตามลำดับ สิ่งที่ยังคงเป็นวิกฤตก็คือน้ำแม่ข่า ที่ยังเป็นกาแฟใส่นมจากเดิมที่เป็นกาแฟดำ มันก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าเป็นโจทย์ที่ต้องให้ทำต่อไป

“ สิ่งจะต้องพยายามต่อมาก็คือหนองใหญ่ไชยมงคล ในวาระ  720 ปี 60 รอบนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ.2559 ต้องฟื้นระบบนิเวศตรงนี้ ผมอยากจะชวนพี่น้องเชียงใหม่และผู้ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยฟื้นหนองใหญ่ไชยมงคล ตั้งชื่อถนนตั้งแต่ สี่แยกบริเวณอัษฎาธร จนไปถึงซูเปอร์ไฮเวย์ว่า “ ถนนหนองใหญ่ไชยมงคล” เราจะได้รู้ว่าถนนนี้ผ่านหนองใหญ่ไชยมงคล และบริเวณหนองน้ำนี้ยังคงมีน้ำอยู่ แม้ปัจจุบันจะกลายเป็นที่เอกชน ถ้าเทศบาลนครเชียงใหม่ได้เข้าไปประสานงานกับเอกชน เขาก็คงจะมีน้ำใจที่จะทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ฟื้นแหล่งน้ำตรงนี้ให้กลายเป็นไชยมงคลของเมือง ระบบนิเวศที่ทรุดโทรมไปในระยะกึ่งทศวรรษของเมืองก็อาจจะได้มีโอกาสฟื้นคืนมา

“เรามีความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นทุนเดิม เพราะฉะนั้นพื้นที่สีเขียวก็เป็นเรื่องหลักที่คนเชียงใหม่จะต้องช่วยกันรณรงค์ให้ดำรงอยู่ต่อไป  การเป็นสวนนคร (การ์เด้น ซิตี้) จะต้องเป็นความฝันที่เป็นจริงของผู้คนในนครเชียงใหม่ ต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ในเขตเชิงดอยสุเทพและเขตเมืองที่มีอยู่ทั่วไป ต้องได้รับการดูแลฟื้นฟู แหล่งน้ำที่มีอยู่ ทั้งจากดอยสุเทพ แม่น้ำปิง น้ำแม่ข่า และหนองใหญ่ไชยมงคล ต้องได้รับการฟื้นฟูขึ้นมา

“ผมอยากให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ชาวเชียงใหม่ร่วมกันเรียนรู้ สืบทอดในสิ่งดีงาม ไม่ว่าชนชาติใดก็สามารถมาเรียนรู้อย่างเข้าใจวัฒนธรรม เช่น การขึ้นไปยืนบนคูเมืองเพื่อไปแต่งชุดเจ้าสาวบนกำแพงเมือง นั้นคือ เทศะ ที่ไม่เหมาะสมกับประเพณีล้านนา คนเชียงใหม่ต้องสืบทอดความคิดที่ว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้นต้องดูแลรักษา   เพราะฉะนั้นกระบวนการฟื้นเมืองทางประวัติศาสตร์ คือเป้าหมาย ในวาระ 60 รอบนครเชียงใหม่ พื้นที่ทางประวัติศาสตร์จะต้องบวกกับความเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความร่มรื่น นี่คือเมืองในฝันที่ผู้คนจะช่วยกันสืบทอด เพราะว่าทั้งหมดนี่เป็นทุนที่บรรพชนได้ให้มา”

เรื่อง: ภารตี ศรีทอง ภาพ:ธเนศร์ แก้วดวงดี