หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

ผนึกพลังชมรมนิมมานเหมินท์ เพื่อนิมมานฯ ” ร่มรื่น รื่นรมย์ ร่มเย็น ” (2)

Author by 10/07/14No Comments »

0

มลภาวะทางเสียง

            ย่านนิมมานฯ มีปัญหาหนักรอบด้านทุกเรื่อง แต่ด้วยจำนวนสมาชิกกลุ่มก้อนเล็กๆ ชมรมฯ จำเป็นต้องจำเพาะเจาะลงเลือกปัญหาที่จะแก้ไขเป็นเรื่องหลักให้เหมาะสมกับ “กำลังคน”

ปัญหาเรื่องเสียง จึงมาเป็นอันดับแรก ขณะที่เรื่องการจราจร หรือ เรื่องป้ายที่ไม่เป็นระบบ ก็ไม่ได้ละเลย ยังคงแบ่งฝ่ายติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง

“เสียงเป็นเรื่องใหญ่ตามเราไปทุกที่ ปัญหาอื่นเราเข้าบ้านปิดประตู ถึงแม้ไม่สุขใจบ้างก็ไม่เป็นไร พอเข้าบ้านก็เป็นโลกของเราแล้ว แต่เรื่องเสียงไม่เป็นอย่างนั้น เสียงมันข้ามทุกสิ่งทะลุทะลวงมาหาเราได้จากทุกทิศทาง ในทุกกิจกรรมของชีวิต มันรบกวนไปหมด เราจึงลงมติทำเรื่องเสียงจริงจังก่อน”

ผลกระทบเสียงสูง ก่อความรำคาญในการใช้ชีวิตจนไม่เป็นปกติสุข กระทั่งบางบ้านที่มีคนแก่คนเฒ่าหรือเด็กเล็กต้องย้ายออกไปจากนิมมานฯ ไปอยู่ที่อื่นเพื่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

“บ้านถัดไปมีคนแก่และทุพพลภาพ หรืออีกบ้านหนึ่ง พี่สาวเป็นมะเร็งเจอเสียงดังจนอยู่ไม่ได้ สุดท้ายพ่อต้องไปอยู่สันกำแพง ครอบครัวต้องแตกแยก พี่สาวอยู่อีกที่หนึ่ง จนไม่สามารถรวมครอบครัวได้ เพราะเสียงดัง อันนี้หนักกว่าผมเยอะ” อาจารย์ปูนเล่าถึงสถานการณ์รอบตัวอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงที่มาเยือน

“เดิมทีคนข้างบ้านก็มีการบ่นพูดคุยกันบ้างแต่ไม่ทำอะไร เราเองพอมาทำก็มีคนบอกว่า “ระวังคนจะเอาขี้มาขว้างบ้านเน้อ” ก็พูดกันไป แต่เรามีความเชื่อว่า เราจะต้องอยู่ที่นี่ตลอด เพราะเป็นบ้านของเรา ก็เลยลองเดินเรื่อง” อาจารย์ปูนกล่าวถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ

จุดหมายแรกคือรอบบ้านอาจารย์ปูนเอง เวลาประชุมก็จะเรียกกันว่า “วาระสุขเกษม” ตามชื่อสถานบันเทิงต้นเหตุเสียงดังรำคาญแก่ชุมชนผู้อาศัยโดยรอบ แม้แจ้งความกับทางตำรวจท้องที่ไปแล้ว ทางฝ่าย สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์เอง ได้แจ้งเตือนเจ้าของร้านหลายครั้งและเรียกมาเปรียบเทียบปรับข้อหาหลายคน ในฐาน “สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง” แต่ก็ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ เสียงกระหึ่มจาก “สุขเกษม” ยังคงเป็น “ทุกข์” ของชาวบ้านอยู่ดี

ครั้นหวังพึ่งกฎหมาย และ หน่วยงานราชการ อย่าง เทศบาลนครเมืองเชียงใหม่ ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ ตรวจสอบการขออนุญาตของผู้ประกอบการต่างๆ พบว่า คืบหน้าต่ำมาก เนื่องจาก เทศบาลนครเมืองเชียงใหม่ ไม่มีอำนาจในการให้ใบอนุญาตใดๆทั้งสิ้น  ทุกใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ  ของร้านอาหารผับบาร์  ต้องขออนุญาตที่ “ที่ว่าการอำเภอ” ซึ่งท้ายสุดเทศบาลก็ดูแลรับผิดชอบ ภาระต่างๆ จึงเหมือนตกอยู่ในสภาพงานล้นมือ

การออกจดหมายในนามชมรม รวบรวมรายชื่อให้ได้มากที่สุดส่งให้หน่วยงานภาครัฐก็ไม่อาจช่วยได้มากนัก

เท่าที่ชมรมฯ ได้เดินหน้าตรวจสอบด้วยตนเอง พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการใช้ใบอนุญาตผิดประเภท เช่น ร้านอาหาร แต่เดิมเฉพาะดนตรีในร้าน ต่อมาเริ่มขยับขยายออกมาแสดงในที่โล่ง ซึ่งสร้างปัญหาต่อเนื่อง แม้กระทั่งร้านกาแฟระยะหลังยังเปิดพื้นที่แสดงดนตรีนอกร้านด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการให้มากที่สุด

“วันนี้มีการกระทำผิดกฎหมายอยู่ทุกวัน ร้านที่ได้รับใบอนุญาตแสดงดนตรีในที่โล่งมีไม่กี่แห่ง แต่วันนี้มีไม่ต่ำกว่า 20-30 ร้านที่มีการตั้งเวทีให้นักดนตรีเล่นกันนอกร้าน แต่ไม่เห็นมีใครโดนจับหรือปรับใดๆ”

อาจารย์อุดมหมายถึงการขออนุญาตของผู้ประกอบการร้านต่างๆ ที่ต้องขอนุญาตจัดตั้งสถานบริการตาม พรบ.สถานบริการ ด้วย ซึ่งหากร้านใดมีการแสดงดนตรีเปิดเพลงก่อให้เกิดเสียงดังสร้างความรำคาญ จัดการโดย พรบ.การสาธารณสุข แก้ไขเรื่องเดียว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย สำคัญคือ การปฏิบัติ หากกวดขันจริงจัง ย่อมจัดระเบียบได้ ซึ่งทุกครั้งที่เอ่ยถึงปัญหาเสียงดัง มักมีสถานบันเทิงอย่าง Warm up และ Monkey club อยู่ในการถกหาทางแก้ปัญหาเสมอ ทว่ายังไม่มีเสียงตอบรับของสถานบันเทิงทั้งสอง

ระหว่างการทำงานชมรมฯ เหมือนเจอศึก 2 ด้าน ด้านหนึ่งต้องต่อสู้กับปัญหาเรื่องเสียง กับอีกด้านหนึ่งในเรื่องสมาชิก ที่ชมรมฯ มีภารกิจสำคัญต้องยึดโยงเชื่อมร้อยหัวใจสมาชิกให้มั่นคงมั่นใจกับการทำงานต่อไปอย่างเหนียวแน่น

เนื่องจากประชุมกันไปสอง-สามครั้งแล้ว พอไม่มีผลงานหรือความคืบหน้าเป็นรูปธรรม เป็นธรรมดาที่สมาชิกบางส่วนจะถอดใจ หายหน้ากันไปก็มี แต่ด้วย “ผลสำเร็จ” จาก วาระสุขเกษม ที่ปิดตัวปรับปรุงไปนั้นทำให้สมาชิกเพิ่มความเชื่อมั่นที่จะเดินหน้าต่อ

“จุดเปลี่ยนคือ หลังจากที่เราส่งหนังสือทำสำเนาไม่เกิน 30 บาท เราสามารถปิดร้านนี้ได้ ไม่ใช่ปิดเพราะเสียงดัง แต่เพราะการให้บริการกับเด็กและเยาวชน ทางอำเภอจึงสั่งปิด”

จากจุดพลิกผันดังกล่าว ทางชมรมฯ ได้เรียนรู้ว่าหนึ่งปัญหาสามารถแก้ได้หลายทิศทาง

“ถ้าเราต้องการอะไร เราก็ไม่ได้เดินตรงๆ แต่บางครั้งก็ต้องเดินอ้อมเพื่อไปหาจุดหมายนั้นๆ บ้าง อันนี้ก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เล็กๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับเรา ถือเป็นความสำเร็จอย่างเป็นระบบ ซึ่งงานนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนหลายคน  ให้เห็นว่า การที่มีอะไรสำเร็จแม้แต่เล็กน้อย ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเราอยู่บ้านเฉยๆ ปัญหาก็ยังอยู่” อาจารย์ปูนยืนยันความมุ่งมั่น

ในทัศนะการแก้ปัญหาของชมรมฯ คือการสร้างสมดุลซึ่งกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

“แทนที่เราจะไปต่อสู้เรื่องปัญหา แล้วเราต่างคนต่างทะเลาะกัน เราน่าจะมาสร้างสันติภาพในย่านนี้ เพื่อทำให้ธุรกิจของท่านอยู่รอด ขณะเดียวกันก็เป็นที่สงบสุขของหมู่เราชาวนิมมานฯ และเป็นที่พึงพอใจของนักท่องเที่ยว” อาจารย์อุดมแนะแนวทางด้วยมุมมองเชิงบวก

เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน อาจารย์อุดมเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 4 ฝ่ายมาร่วมวงพูดคุยกันให้พร้อมหน้า ทั้ง ชาวนิมมานฯ,เทศบาลนครเชียงใหม่,ผู้ประกอบการ และ ผู้ให้เช่าที่ ซึ่งเวลานี้ 3 ส่วนแรกให้ความร่วมมือบ้างแล้ว ขาดไปเพียงรายเดียว คือ  ”ผู้ให้เช่าที่” ซึ่งมีจำนวนมาก และ มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางในอนาคตย่านนิมมานฯ ด้วย

ทั้งที่เข้าอกเข้าใจถึงรายได้ของการให้เช่าที่ ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท แต่ก็ขอให้เห็นใจ “คนอยู่” ด้วย จึงเรียกร้องให้เจ้าของที่เหล่านั้น แสดงความรับผิดชอบกรณีผู้เช่าสร้างมลภาวะทางเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน

อีกแนวทางหนึ่งคือ “การจัดโซนนิ่ง” อาจช่วยได้ และเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนตัดสินใจประเมินผลกระทบกรณีการเปิดร้านด้วย เช่นเดียวกับ กรณีกฏหมายสิ่งแวดล้อม

“เราอยากเรียกร้องว่า กรณีเรื่องของกฎหมายสิ่งแวดล้อม เวลาจะทำอะไรที่มีผลกระทบต่อย่านชุมชน ยังมีการประเมินผลสิ่งแวดล้อมก่อสร้าง ผมถามว่ากรณีร้านเหล้าบาร์เบียร์ในย่านชุมชน ทำไม่ไม่ให้คนในย่านประเมินก่อน ว่าคุณมาอยู่จะกระทบอะไรหรือไม่ ซึ่งกระทบแน่ๆ แต่ว่าจู่ๆ มาตั้งร้านบาร์เบียร์เหล้าในย่านคนอยู่อาศัยแล้วมาตามแก้ปัญหาทีหลัง ผมว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง”

อาจารย์อุดมกล่าวและหวังว่าเสียงนี้ คงก้องดังไปถึงผู้เกี่ยวข้องกับย่านนิมมานฯ โดยทั่วกัน

“อยากให้เป็นว่า ร้านเหล้าจะเกิด ต้องถามชุมชนก่อน ร้านเหล้าจะเกิดเจ้าของที่รับผิดชอบไหม ต้องผ่านชุมชนก่อน อันนี้หวังว่า ถ้าทำได้จะเป็นมิติใหม่เปลี่ยนแปลงไป” อาจารย์อุดมย้ำถึงข้อเรียกร้อง

ระหว่างนี้ทางชมรมฯ จึงทำได้เพียงการช่วยกันเป็นหูเป็นตา เมื่อพบเจอมลภาวะทางเสียงจากร้านใด ต้องไม่รอช้าที่แจ้งและบอกต่อ ผ่าน “Facebook:ชมรมชาวนิมมานเหมินท์” เพื่อให้สมาชิกรับทราบและกระจายข่าว “เลิกใช้บริการ” โดยมี อาจารย์ปูน ที่รับผิดชอบติดตามปัญหามลภาวะทางเสียงคอยดูแล ระหว่างที่ยังไม่มีแนวทางจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

ในภาวะที่ความหวังริบหรี่เช่นนี้ ก็ยังเห็นทางออกในอนาคตอยู่บ้าง เพราะการให้ชุมชนมีส่วนตัดสินใจนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาโดยพลังของชุมชน

เรื่อง : ภาวินี อินเทพ