หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

ผนึกพลังชมรมนิมมานเหมินท์ เพื่อนิมมานฯ ร่มรื่น รื่นรมย์ ร่มเย็น (3)

Author by 17/07/14No Comments »

เขียว

“นิมมานฯ เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ที่ดินแบบผสม ร้านที่สวยๆ น่ารัก ส่วนหนึ่งเริ่มต้นมาจากการใช้ศักยภาพของบ้านพักอาศัยชั้นดีมาก่อน ทั้งออกแบบดี สะอาดสะอ้าน พอมีร้านมาเปิด ก็เหมือนเลือกทำเลที่ดี สภาพแวดล้อมสบายๆ คนนั่งก็ชอบ อีกอย่างคือนิมมานฯ ซอย 1 เป็นแหล่งรวมงานอาร์ต ซึ่งเชียงใหม่มีข้อเด่นเรื่องงานฝีมืออยู่แล้ว พอมีงานออกแบบทันสมัยเพิ่มขึ้นมาอีก ก็ยิ่งน่าสนใจ สองปัจจัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นดึงดูดทางธุรกิจมาก พอดึงดูดมากๆ ก็มีประเภทผับบาร์มาด้วย เลยกลายเป็นปัญหาอย่างทุกวันนี้”

ผศ.ดร.ปรานอม ตันสุขานันท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้กล่าวถึงความโดดเด่นของย่านนิมมานฯ อย่างไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้ แต่สำหรับตัวเธอแล้วรักนิมมานฯ เต็มหัวใจ ด้วยความห่วงใยรักใคร่ย่านนิมมานฯ ไม่แพ้คนอยู่นิมมานฯ เมื่อย้ายกลับมาจากสอนใน จ.ขอนแก่น มาสอนที่ ม.แม่โจ้ จึงแบ่งเวลามาเป็นที่ปรึกษาดูแลในเรื่องผังเมืองตามความถนัด สร้างประโยชน์และเปิดมุมมองให้กับชมรมฯ และภาคประชาสังคมเมืองเชียงใหม่ตลอดหกปีที่ผ่านมา

เป็นที่สังเกตได้ว่าตึกใหม่ในย่านนิมมานฯ ส่วนใหญ่สูงเกิน 8 ชั้นทั้งสิ้น ขณะที่ทุกตรอกซอกซอยยังคงมีการก่อสร้างหนาตา ส่วนจำนวนผู้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารในย่านนิมมานฯ กับสำนักการช่างเทศบาลนครเชียงใหม่ ในปี 2555 ทะลุเกิน 500 ราย ซึ่งในสายตาของอาจารย์นักผังเมือง ถือว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

และสร้างความหนักใจต่อชาวนิมมานฯ เป็นอย่างมาก

เพราะทราบกันดีว่า ปัญหาที่ตามมาคือ “ที่จอดรถ” ไม่เพียงพอ แน่นอนว่าท้ายที่สุดก็ลงมาจอดข้างถนน ซึ่งหากไม่มีการควบคุมการก่อสร้างอาคาร การขยายถนนให้กว้างขวางเพียงใดก็ไร้ผล  ปัญหาเรื่องการจราจรค่อนข้างซับซ้อน แม้ว่าแต่เดิม ทางชมรมฯ จะช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสนอแนะแนวทางจอดวันคู่-วันคี่ แล้วอาศัยการบอกคนมาเยือน หรือร้านค้าบอกกับลูกค้าให้จอดถูกที่ถูกทาง จนสำเร็จไประดับหนึ่งแล้วก็ตาม

แต่ปัญหาใหญ่คือ หน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาแก้ไข ค่อนข้างจะทับซ้อนกันอยู่ในพื้นที่ นั่นคือ ถนนนิมมานฯ สายหลัก เดิมเป็นของเทศบาลนครเชียงใหม่มาก่อน ต่อมาถ่ายโอนไปยัง “แขวงการทางเชียงใหม่ 2″ เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ความรับผิดชอบดูแลตามตรอกซอกซอยเป็นหน้าที่ของเทศบาล ฉะนั้นเมื่อมีปัญหาประจำวันเช่น ท่อประปาแตก น้ำไม่ไหล ไฟดับ ฯลฯ เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่รู้จะประสานไปยังหน่วยงานใดเป็นหลัก การแก้ปัญหาจึงล่าช้าไปทุกเรื่อง

ขณะที่แผนการขยายถนนยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นพื้นที่กำกับดูแลของ แขวงการทางเชียงใหม่ 2 ถนนนิมมานเหมินท์ จึงถูกวางเป็นส่วนหนึ่งของถนนวงแหวนรอบใน หรือ ซุปเปอร์ไฮเวย์-มหิดล ทางแขวงการทางเชียงใหม่ 2 จึงดำเนินการเป็นลำดับ โดยเฉพาะแผนการปรับปรุงผิวจราจรบริเวณทางแยกริน และทางแยกสาธารณสุข โดยที่ผ่านมาได้มีการเวนคืนที่ดิน และ รื้อถอนอาคารบนถนนสุเทพไปแล้ว เพื่อทำเป็นสี่แยก ต่อไปรถที่วิ่งผ่านบนถนนนิมมานฯ ย่อมวิ่งผ่านด้วยความเร็ว จนสองฟากฝั่งถนนสัญจรไปมาหากันลำบาก หากต้องการแก้ปัญหาจริงจัง จำเป็นต้องนำระบบขนส่งมวลชนเข้ามาเสริม

30 ตุลาคม 2555 ชมรมฯ จึงได้เข้ายื่นหนังสือและรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการขยายถนนนิมมานฯ ประมาณ 300 ชื่อ ต่อแขวงการทางเชียงใหม่ที่ 2 เนื่องจากเห็นว่า “ขัดกับหลักการออกแบบถนนในเมืองที่ดี” หลังจากที่เคยยื่นจดหมายขอทราบถึงรายละเอียดของโครงการไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี พร้อมเสนอข้อเรียกร้อง 2 ประการ

“1.ขอให้ระงับโครงการขยายถนนนิมมานเหมินท์ และไม่ทำให้นิมมานเหมินท์เป็นส่วนหนึ่งของถนนวงแหวนผ่านเมือง เพราะเป็นโครงการที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ โดยนัยดังกล่าวข้างต้น ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนพลเมืองลดลง”

“2.ขอให้ถนนนิมมานเหมินท์กลับมาอยู่ในความดูแลของเทศบาลนครเชียงใหม่ดังเดิม เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ทุกด้านของประชาชนพลเมืองในเขตเทศบาล ไม่ใช่การเดินทางด้วยรถยนต์เพียงอย่างเดียว”

ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ทำให้ ชมรมฯ รับทราบความคืบหน้าว่า ที่ผ่านมาทางแขวงการทางเชียงใหม่ 2 ติดขัดเรื่องงบประมาณ ขณะที่ เทศบาลนครเชียงใหม่ ติดขัดด้านอำนาจในการบริหารจัดการ เกรงก้าวก่ายระหว่างหน่วยงานอาจถึงขั้นถูกฟ้องร้องหากไปจัดการโดยไม่มีหนังสือจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่

ขณะเดียวกันภาวะสูญญากาศทางกฎหมายผังเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในย่านนิมมานฯ คึกคักสุดขีดในฐานะแหล่งการค้าและการทำธุรกิจ ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น มีการซื้อขายตารางวาละ 1-2แสนบาทกันแล้ว ทุกครั้งที่มีการซื้อขายที่ดินย่านนิมมานฯ พูดกันถึงหลักสิบล้านขึ้นไปทั้งสิ้น

ต่อราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงจนน่าตกใจเช่นนี้ อาจารย์ปูนมองว่า เป็นเหมือนภาวะฟองสบู่ ท้ายที่สุดฟองสบู่ก็จะแตกในที่สุด “ย่านนิมมานฯ ไม่อยู่ในข้อยกเว้นของวัฏจักรของการเกิดขึ้นมีอยู่และจากไป แต่ว่าฟองสบู่จะแตกตอนไหนเท่านั้นเอง แต่ตอนที่จะแตกเราจะอยู่กับมันได้หรือเปล่า เพราะมันแตกแน่ คนที่เหลืออยู่ ก็คือ คนที่รอดจากการเปลี่ยนแปลง” อาจารย์ปูนกล่าวถึงสัจธรรมแห่งชีวิต ที่ท้ายสุดย่อมมีการย้ายจากย่านหนึ่งไปยังอีกย่านหนึ่ง เมื่อถึงจุดอิ่มตัว

ทางฝ่ายอาจารย์อุดมเองไม่โต้แย้งใดๆ มีเพียงความหวังว่า หากจุดอิ่มตัวมาเยือนในสักวันหนึ่งข้างหน้า บรรดาร้านอาหารที่ดีมีคุณค่ายังคงอยู่คู่กับย่านนิมมานฯ ต่อไป เฉกเช่นเมื่อแรกเริ่มที่นิมมานฯ มีชื่อเสียงด้านอาหารการกินรสเลิศหลากหลาย ต่อไปทางชมรมฯ อาจจะมีแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อร่วมมือมือประสานงานกับผู้ประกอบการชั้นดีของย่านนี้เพิ่มขึ้นด้วย

จากปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้ก่อขึ้นนั้น สร้างความเหน็ดเหนื่อยก็จริง แต่เมื่อถือว่าเป็น “บ้านของเรา” แล้ว ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลรักษา

“ชมรมฯ เราอยู่ในความท้าทาย เรามีเรื่องเยอะที่จะต้องทำ ความท้าทายคือ ทำอย่างไรที่จะให้เราสามารถทำงานได้ครบทุกระยะทั้งสั้นกลางยาวอย่างสมดุล ถ้าสมดุล คนก็จะเห็นผลระยะสั้นและทำงานต่อไปในระยะยาวมากขึ้น เพราะถ้าหากเราไม่ทำงานในระยะยาว เราก็ยังคงต้องแก้ปัญหาระยะสั้นกันแบบวันต่อวันต่อไป” อาจารย์ปูนกล่าวถึงอนาคต

ขณะที่อาจารย์นักผังเมืองผู้ผูกพันกับย่านนิมมานฯ   มากว่าห้าปีอย่าง  ผศ.ดร. ปรานอม ถึงกับหวั่นไหวและน้ำตาซึมทุกครั้ง หากให้มองไปอนาคตข้างหน้าของย่านนิมมานฯ ว่าจะไปสู่หนใด

“ไม่ค่อยกล้าฝันว่ามันจะยังไง แต่ก็ทำเต็มที่เสมอ เรื่องบ้านเมืองสำคัญ เราเห็นแล้วว่า ถ้าเราอยู่เฉย มันดิ่งลงแน่ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้ว แม้ยังไม่ดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็ได้บอกตัวเองว่า เราได้ทำแล้ว แต่ถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วมันแย่ลง เราก็จะเสียใจว่า เราไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรมันเลย”

อาจารย์นักผังเมืองกล่าวย้ำถึงความตั้งใจทุ่มเททุกวินาทีหลังจากสอนหนังสือระดับปริญญาโท 5-6 วันต่อสัปดาห์ ให้กับย่านนิมมานฯ อย่างคุ้มค่า

ไม่ต่างจากประธานชมรมฯ ที่ยืนยันถึงการแนวทางการพูดคุยของ “คนมีปัญหา” ต่อไป

“เรามองมุมกลับว่า ถ้าเราไม่ใช่ช่วยกัน ต่างคนต่างอยู่หรือ มันก็หัวเดียวกระเทียมลีบ ทุกคนมาเจอกันทุกคนมีปัญหา ซอยนั้นซอยนี้เหมือนกันๆ คนมีปัญหามีทติ้ง เราก็เป็น ชมรมคนมีปัญหาที่จะต้องมาช่วยกันแก้ไข อย่างนี้”

อาจารย์อุดมยอมรับว่า ความยากจุดหนึ่งคือ การมีศูนย์รวมเพื่อความเป็นเอกภาพ เพราะโดยธรรมชาติของชุมชนจะต้องมีสถานที่หรือเหตุการณ์เชื่อม แต่ทางชมรมฯ ไม่มีทั้งวัดหรือโรงเรียน อย่างไรก็ดีบรรดาสมาชิกต่างยกนิ้วให้กับประธานชมรมฯ เพราะด้วยความเอาจริงเอาจังทำให้มีประชุมและกิจกรรมต่อเนื่อง

“ตอนนี้เราพยายามเกาะกลุ่มเราให้ได้ แต่อย่าง อ.ปริทัศน์ว่า มาแล้วก็หาย เพราะไม่มีความสำเร็จให้เห็น กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็กลับมาเรื่องเสียงเหมือนพายเรือในอ่าง ถึงแม้แก้ได้ไม่ได้ เหมือนเป็นสงครามที่ต้องใช้เวลาต่อสู้”

“โจทย์ของเราคือทำอย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็ง ยิ่งเข้มแข็งมาก ภาครัฐก็จะเริ่มฟังเรามากขึ้น ถ้าไปว่าด่ากันอย่างเดียว สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร การเปลี่ยนแปลงที่แท้ไม่ได้เกิด แต่ทำอย่างไรให้ตัวแทนแต่ละย่านรวมพลังและรวมกลุ่มกันให้ได้แล้วออกมาเคลื่อนไหว”

อาจารย์อุดมย้ำอย่างหนักแน่น โดยมีปลายทางสุดท้ายที่วาดหวัง คือ ต่างฝ่ายต่างอยู่ได้ “ผู้ประกอบการอยู่ได้” และ “คนพื้นที่อยู่สงบ” เท่านั้นเอง

พลังของคนที่รักย่านนิมมานฯ และร่วมกันแสดงออกถึงความห่วงใยที่ว่านั้นอย่างจริงจัง ย่อมนำพาไปสู่จุดหมายได้ในเร็ววัน   โดยเฉพาะเป้าหมายการพลิกฟื้นบรรยากาศ “ร่มรื่น รื่นรมย์ ร่มเย็น” คืนสู่ ชุมชนนิมมานฯ อีกครั้ง ทั้ง “คนอยู่” และ “คนเยือน” อยู่ไม่ไกลอีกต่อไป!!

เรื่องโดย : ภาวิณี อินเทพ