หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

ผนึกพลังชมรมนิมมานเหมินท์ เพื่อนิมมานฯ “ร่มรื่น รื่นรมย์ ร่มเย็น” (1)

Author by 3/07/14No Comments »

0

ภาพประกอบ เขียว             ทุกๆเช้าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา กิจกรรมแรกที่ อุดม สุริยาเดช หรือ อาจารย์อุดม ผู้อาศัยอยู่ในย่านนิมมานเหมินท์ซอย 13 จ.เชียงใหม่ วัยหกสิบกว่า ลงมือทำคือ คว้าไม้กวาดออกไปจัดการกับขยะที่เกลื่อนกระจายอยู่บริเวณหน้าบ้านให้หมดไป ก่อนลากสายยางฉีดน้ำออกมาฉีดพ่นหวังให้คราบอ้วกและสารพัดกลิ่นจางหาย ทั้งๆ ที่รู้ว่า เช้าอีกวันถัดไป บรรดาแก้วเหล้า ก้นบุหรี่ แก้กาแฟ กองอ้วก และกลิ่นปัสสาวะทั้งหลาย จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสียงดนตรีและรถราที่ดังสนั่นลั่นซอยแต่ละค่ำคืนจบลงไป

ครั้นจะเดินออกกำลังกายไปยังซอยใกล้เคียงกันเพื่อสูดอากาศสดชื่น    ประสาชาวชุมชนนิมมานเหมินท์แสนสงบดังก่อนหน้าที่เคยเป็นมานั้น จึงเริ่มลังเล เพราะรู้ดีว่าทุกตรอกซอกซอยของนิมมานเหมินท์ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาล้วนตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากหน้าบ้านของตน โดยเฉพาะบ้านหลังที่อยู่ใกล้ๆ หรือเยื้องๆ กับสถานบันเทิง หากสาวเท้าก้าวออกจากบ้านไป สิ่งหนึ่งที่ต้องติดตัวไว้เสมอคือ ถุงเก็บขยะ จากเดินสบายๆ กลับกลายเป็นเก็บขยะเสียอย่างนั้น

ตกกลางคืนเมื่อถึงเวลาเข้านอน ก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ง่ายนัก เนื่องจากเสียงดังรอบทิศทาง โดยเฉพาะเสียงเพลงจากสถานบันเทิงที่อยู่เยื้องห่างไปยังฝั่งตรงข้ามไม่เกิน 15 เมตร หลายครั้งต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมายามดึกเมื่อมีเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มอยู่หน้าบ้านเกือบตลอดทั้งคืน

เป็นเช่นนี้…วันแล้ววันเล่า มากว่า 6 ปีแล้ว

ไม่ต่างจากชะตากรรมที่เพื่อนร่วมย่านอย่าง .ปูน-ปาริทัศน์ ชัยเจริญวรรณ พบเจอในแต่ละวันยังรอบบริเวณ ถนนนิมมานฯ ซอย 17 กิจกรรมในบ้านต้องเปลี่ยนไป จากที่เคยนั่งนอนดูข่าว-ละครยามค่ำ และอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนอย่างเพลิดเพลิน ก็ถูกเสียงดังจากร้านอาหารผับบาร์ทะลุทะลวงมารอบทิศทาง กระทั่งว่า ต้องใส่เอียร์ปลั๊กก่อนเข้านอน  เหตุการณ์เหล่านี้ ถือว่าเป็นสภาพไม่ปกติสุขแล้ว สำหรับชาวนิมมานฯ

หลายครั้งความคิดย้ายออกไปให้ไกลห่างถนนนิมมานฯ ดั่งเช่นเพื่อนบ้านหลายหลังที่จำเป็นต้องส่งพ่ออุ้ยแม่อุ้ย หรือแม้กระทั่งลูกน้อย ไปอยู่นอกเมือง ผุดโผล่ขึ้นมาในหัว อย่างน้อยๆ ได้หลีกลี้ไปจากภาวะเสียงดังจากร้านรวงต่างๆ ที่ถาโถมมาประชิดชีวิตบ้าง แต่ท้ายสุดเมื่อนึกถึงคำว่า “นิมมานฯ คือบ้านของเรา” จึงไม่อาจลาจากย่านนี้ไปได้ง่ายดายนัก ขณะเดียวกันยังไม่เห็นทางออกใดๆ ทั้งสิ้น

ก่อเกิดชมรมฯ

จากปัญหาสุมอกจนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร วันหนึ่งเมื่อมีโครงการ “ปฏิบัติการเชียงใหม่เอี่ยม” โดยการสนับสนุนจาก สสส. จัดขึ้นในจังหวัด ชาวบ้านย่านต่างๆ จึงไปร่วมงานกันหนาตา และได้เปิดปากเปิดใจพูดจากันประสาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานบันเทิง จึงรู้ว่าทุกข์ที่เผชิญอยู่นั้น หนักหน่วงไม่ต่างกันเลย

“โครงการนี้ให้บทบาทชุมชนเมืองเขตเชียงใหม่ได้มีการพัฒนาเชิงศักยภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ พร้อมใช้หลักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมเรื่องผังเมืองมาผสมผสานให้การพัฒนามีทิศทางที่ดี”

หลักการโครงการปฏิบัติการเชียงใหม่เอี่ยมว่าไว้อย่างนั้น ซึ่งทาง 2 หนุ่ม 2 วัย หัวใจเดียวกัน ทั้งอาจารย์อุดม และอาจารย์ปูน ต่างเห็นด้วย

“จากการสัมมนา 2-3 ครั้ง ผมในฐานะคนในย่านชุมชนนี้ เห็นว่าบ้านเราน่าจะมีการช่วยเหลือกัน” อาจารย์อุดมย้อนเหตุการณ์เมื่อต้นปี 2553 ด้วยความตื่นเต้น เพราะหลังจากการสัมมนาไม่นานจึงเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

“น่าจะมีโมเดลย่านใดย่านหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ดี ภายใต้หลักการเดียวกันคือ การบริหารโดยภาคประชาชน แล้วมีหลักการวิชาการมาดูแล” สิ้นเสียงเสนอนี้ ในที่ประชุมเห็นด้วยโดยพลัน เมื่อมีการลงมติ ปรากฏว่า “นิมมานเหมินท์” ได้รับการลงมติจากคนย่านต่างๆ ให้เป็น “ต้นแบบ” ในการพัฒนา

“นิมมานฯ มีลักษณะพิเศษกว่าย่านอื่น คือมีความหลากหลายของย่านธุรกิจ การอยู่อาศัย อีกทั้งปัญหาหลากหลาย ทั้งเรื่องชุมชน ยานพาหนะ จึงอยากให้มีการจัดการในด้านวิชาการด้วย ให้เป็นโมเดลต้นแบบเพื่อนำไปใช้ในย่านอื่นๆ ต่อไป”

อาจารย์อุดมกล่าวถึงเหตุที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และก่อเกิดเป็น ชมรมชาวนิมมานเหมินท์ในเวลาต่อมา โดยมีอาจารย์อุดมเป็นประธานชมรมฯ คนแรก

“เหตุที่เรียกว่าย่าน เพราะย่านนี้ยังไม่เป็นชุมชน ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนจากเทศบาลโดยถูกต้อง เลยเรียกเป็นชมรมเหมือนจิตอาสา มาร่วมกันโดยอาศัยหลายๆ ย่านหลายๆ ซอยมาร่วมกัน การดำเนินงาน มีการประชุมทุกพุธ สิ้นเดือน หนึ่งเดือนมาพบกันหนึ่งครั้ง เพื่อรายงานความคืบหน้า การแก้ปัญหาแต่ละย่าน แต่ละซอยว่า มีปัญหาอะไรบ้าง นำปัญหามาพูดคุย ช่วยกันแก้ไข จะแก้ไขอย่างไรก็อาศัยความสามารถของแต่ละคนมาช่วยกัน” ประธานชมรมฯ ให้ความกระจ่าง

ย้อนรอยนิมมานฯ

     สภาพความฮิปกิ๊บเก๋ถูกใจวัยรุ่นที่เห็นกันทุกวันนี้ แต่เดิมเป็น “ที่ดินจัดสรร” ก่อนจะแปรสภาพเป็นที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ต่อมา แต่หลักๆ คือเป็นย่านที่สภาพแวดล้อมดี ทำเลเยี่ยม เหมาะแก่การสร้างมูลค่าใช้ชีวิต

“คนที่มาซื้อส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในส่วนราชการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มปัญญาชนคนมีการศึกษา หลังจากนั้นก็มีบุคคลทั่วไปแล้วก็ร้านค้า” อาจารย์ปูนกล่าว

จากที่ดินจัดสรรจึงเปลี่ยนมือสู่การขายส่งผลให้ราคาที่ดินปรับสูงเป็นเงาตามตัว ขณะที่คนต่างถิ่นต่างหน่วยงานเอง โยกย้ายเข้ามามากหน้าหลายตา ย่านนิมมานฯ จึงไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ แต่ยังมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่หันมาทำกิจการของตนเองด้วย

“หนึ่ง คนอยู่เดิมอยู่แล้วมีศักยภาพ การซื้อการขายอาจจะดีกว่าที่อื่น สอง ในรัศมีโซนนี้ มีย่านของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ธุรกิจ ครบ จึงมีแรงดึงดูดทำให้คนอยากมาในพื้นที่ สาม กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งพวกนี้ทำให้ย่านนี้มีคุณค่าความหลากหลายสูง มีอาหารนานาชาติ รสดี รสเลิศ ความแปลกใหม่ และสี่ เดินทางสะดวกจากสนามบินมาย่านนี้ใช้เวลาประมาณสิบนาที หน่วยงานเอกชนและภาครัฐต่างๆ จึงมาเช่าเปิดสำนักงานในย่านนี้มากขึ้น”

อาจารย์อุดม บอกเล่าถึงเสน่ห์ของย่านนิมมานฯ ที่เป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาจับจองพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน NAP ที่ถือว่าเป็นการเปิดศักราชสีสันของย่านนิมมานฯ ให้กลายเป็นแหล่งการค้าแห่งใหม่ที่โดนใจคนรุ่นใหม่มาเปิดร้านในฝันกันยกใหญ่ จากสองฟากฝั่งแล้วจึงค่อยทยอยไปทั่วทั้ง 17 ซอยของถนนนิมมานฯ

ไม่ผิดจากคำกล่าวของประธานชมรมฯ เพราะย่านนิมมานฯ เป็นที่ยอมรับว่า การเดินทางไปมาสะดวก ที่พัก-ที่กินหลากหลายให้เลือกดังใจ มีร้านให้นั่งเพลินๆ ได้ตลอดทั้งวันไปจนถึงยามค่ำคืน โดยเฉพาะร้านกาแฟมีทุกยี่ห้อ กระจายตัวเรียงรายกันแบบร้านต่อร้านเรื่อยไปตั้งแต่หัวซอยไปจนถึงท้ายซอย ปักหลักหนาแน่นทุกตรอกซอกซอยไม่น้อยกว่ากันเป็น ร้านอาหาร ร้านเหล้าและผับบาร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมที่ออกแบบทันสมัย น่านั่ง-น่าพัก ทำให้ความหนาแน่นของโรงแรมเล็กๆ บ้านเรือนผู้คน ผับบาร์ และร้านกาแฟ กลมกลืนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนได้แวะเวียนไปและบอกต่อกันสนั่นเมือง

เป็นย่านที่อยู่แล้วได้ครบทุกอย่าง ทั้ง แสง สี ดนตรี ผับบาร์ อาหารอร่อย

ถ้อยความนี้ช่างยวนยั่วใจบรรดาคนเยือนที่ชอบทดลองของใหม่ยิ่งนักกับบรรยากาศแสนคึกคักที่รออยู่เบื้องหน้า แต่สำหรับคนอยู่อาศัย เมื่อได้ฟังแล้ว ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจมากกว่ากัน รู้เพียงว่า “ภาพที่เห็น มีอะไรมากกว่าที่คิด”

“รถติดมาก ถึงมากที่สุด” เสียงบ่นนี้ดังมาจากรอบทิศทางกับสภาพการจราจรบนถนนนิมมานฯ โดยเฉพาะคนเยือน โดยหารู้ไม่ว่า คนอยู่ ต้องเจอะเจอสภาพดังกล่าวแทบทุกวัน การจราจรติดสาหัสทุกค่ำคืนวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ จนแทบเข้าบ้านไม่ได้ เนื่องจากตลอดแนวถนน แทนที่จะปล่อยโล่งเพื่อให้รถราวิ่งสะดวก กลับกลายเป็นที่จอดรถของลูกค้าที่มาใช้บริการ ครั้นที่ทางหน้าร้านไม่พอ จึงลามเข้าไปถึงในซอยกันยาวเหยียด หากลูกค้าร้านถัดไปมาจอดหน้าร้านตน เจ้าของร้านมีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดก่อเป็นความขัดแย้ง

เพียงปัญหาเดียวนี้ก็มากพอให้เห็นถึง “การแย่งกันใช้ทรัพยากร” อันเนื่องมาจากไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมของการขยายเมือง

..ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง หรือย่านที่อยู่อาศัย.

เรื่องและภาพ : ภาวิณี อินเทพ