หน้าหลัก » สกู๊ปข่าวพิเศษ

ย้อนอดีตเหมืองแก้ว…ขอกลับคืนมา เชียงใหม่มหานครจะปลอดอุทกภัย

Author by 2/05/15No Comments »

แผยที่ลุ่มน้ำปิง1123      เมื่อเร็วๆ นี้ นายชนะ แพ่งพิบูลย์ รอง ผวจ.เชียงใหม่ ได้ประชุมเรื่องการบุกรุกแม่น้ำปิง และปัญหาอุทกภัย ประจวบกับ“รายงานพิเศษหน้า 3 วันเสาร์”ได้รับบทความจากผู้ใช้นาม จ.สุระมณี ผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ได้สืบค้นเรื่องในอดีตที่น่าสนใจ จึงขอนำมารายงาน ดังนี้….อุทกภัยอันเกิดจากมวลน้ำมหาศาลของแม่น้ำปิง ได้ไหลทะลักเข้าท่วมย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่และปริมณฑล เสียหายวายวอดมาแล้วหลายครั้ง ปีแล้วปีเล่า อาทิ ปี พ.ศ.2530, 2538, 13 ส.ค. 12 ก.ย. 1 ต.ค. 2548, 13 ก.ย.-1 ต.ค.2554 สาเหตุมาจากสภาพคับแคบ เป็นดุจคอขวดของลำน้ำปิง ที่คนเห็นแก่ตัวกลุ่มหนึ่งก่อขึ้น

ในช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ นักการเมืองท้องถิ่นเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะของบประมาณรัฐบาล 4,000 ล้านบาท มาสร้างแก้มลิงป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่  แล้วก็เงียบหายไปตามสายลมแสงแดด แก้มลิงนั้นต้องใช้พื้นที่เป็นพันไร่ จะเอาที่ดินรกร้างมาจากไหน ทำไม่ได้แน่นอน มีทางเดียวจะป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ได้  ต้องฟื้นฟูเหมืองแก้วที่อ้ายฟ้าสร้างสมัยพระเจ้ายีบา แห่งเมืองหริภุญชัย (ลำพูน)

เหมืองนี้สร้างจากฝั่งตะวันออกแม่น้ำปิง บริเวณปากน้ำแม่แตงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิง เขตอำเภอแม่แตง ตรงดิ่งลงสู่ลำน้ำแม่กวงที่ไหลผ่านเมืองลำพูนด้านทิศเหนือ ไปบรรจบสบทาก่อนไหลลงสู่แม่น้ำปิงในเขตติดต่ออำเภอป่าซางและอำเภอเมืองลำพูน ระยะทาง 17,000 วา (34 กิโลเมตร) ขุดลอกตามแนวเหมืองเก่า แล้วปรับเปลี่ยนแนวใหม่ให้เป็นคลอง แล้วทำประตูปิด/เปิด ให้มวลน้ำจากต้นน้ำแม่ปิงที่ไหลลงมาถึงแม่แตง ให้ไหลไปตามคลองที่ขุดใหม่ จัดระบบชลประทานนำน้ำมาใช้ในหน้าแล้ง พร้อมทั้งสร้างสะพานทอดข้ามเป็นช่วงๆ ส่วนมวลน้ำจากแม่แตงลงมา ให้ไหลลงตามลำแม่น้ำปิง ผ่านเมืองเชียงใหม่ตามเดิม พร้อมทั้งสร้างพนังสองริมฝั่ง ปรับปรุงภูมิทัศน์และทรรศนียภาพให้แข็งแรงงามตา…เรื่องเหมืองแก้วมีความเป็นมา ดังนี้

            อุบายอ้ายฟ้าผู้สร้างเหมืองแก้วกล่าวถึงอ้ายฟ้า ผู้เป็นอาลักษณ์ (นายหนังสือ) ขุนนางคู่พระทัยของพระเจ้ามังราย แห่งเมืองเชียงราย ได้อาสาพระเจ้ามังรายขณะเสด็จประทับที่เมืองฝางได้ 1 ปี ไปเป็นจารชนอยู่เมืองหริภุญชัย ตั้งแต่ปีจอจนถึงปีมะเส็ง จุลศักราช 643 (พ.ศ.1824) ได้ดำเนินการสำเร็จตามแผนทุกประการ อ้ายฟ้ากระทำเพทุบายในระหว่าง 7 ปี ดังนี้

อ้ายฟ้าเข้าสวามิภักดิ์เป็นข้าพระยายีบา ใหม่ๆ แสร้งกระทำให้ถูกใจพระราชา ขุนนางและราษฎร พระยายีบาเมื่อทรงทราบว่า อ้ายฟ้ามีตำแหน่งเป็นขุนต่างใจ พิจารณาตัดสินคดีความ เรียกเก็บเอาภาษีอากร ค่าไร่ ค่านา แทนพระเจ้ามังราย พระยายีบาก็ตั้งอ้ายฟ้าไว้ในฐานันดรศักดิ์ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ตามที่อ้ายฟ้าต้องการ

ตอนแรกอ้ายฟ้าตัดสินคดีความถูกต้องเที่ยงธรรม ภาษีอากรค่าไร่ค่านา ก็เก็บแต่พอดีไม่เอาเปรียบไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน พร้อมทั้งลดหย่อนผ่อนปรนให้ผู้ขัดสน กระทำอย่างนี้อยู่ได้ 2-3 ปี จึงได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ อ้ายฟ้าได้กราบทูลพระยายีบาว่า หริภุญชัยเป็นเมืองใหญ่ พระราชามีเดชานุภาพ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมีทุกข์ร้อนอันใด ไม่ควรกราบทูลกับพระราชาโดยตรง แต่ร้องเรียนผ่านขุนต่างใจ  บ้านเมืองเจริญกว้างใหญ่ไพศาล แต่ได้ส่วยภาษีอากรค่าไร่ค่านาเข้าท้องพระคลังน้อยนัก ต่างกับเชียงรายแม้เป็นเมืองเล็ก แต่เก็บภาษีอากรเข้าท้องพระคลังได้มาก พระเจ้ามังรายจึงเสวยราชย์อยู่สุขสำราญ  พระราชาหลงกล จึงได้มอบอำนาจให้แก่ขุนฟ้าดำเนินการทุกอย่างแทนพระองค์

แม่น้ำปิง3     สร้างเหมืองแข็ง/ เหมืองแก้ว…อ้ายฟ้าได้โอกาสจะกระทำเพทุบายนั้นได้อย่างเต็มที่ ให้ปิดประตูวังทุกแห่งไม่ให้ใครได้เข้าเฝ้าพระราชาโดยไม่จำเป็นดังแต่ก่อน อ้ายฟ้ากระทำกลอุบายเพื่อให้ชาวเมืองเกิดความเกลียดชังพระราชาหลายประการ อาทิ เก็บภาษีอากรค่าไร่ค่านาแบบขูดรีด ชาวเมืองมาร้องทุกข์ อ้ายฟ้าให้เหตุผลว่า มันเป็นความประสงค์ของพระราชาาให้กระทำทั้งนั้น อย่ามาร้องทุกข์อยู่เลย หามาให้ได้ตามคำสั่งก็แล้วกัน ชาวเมืองเข้าใจว่าเป็นคำสั่งของพระราชา จึงไม่อาจตอบโต้ได้

วันหนึ่งอ้ายฟ้ากราบทูลพระราชาว่า ได้ตระเวนดูบ้านเมืองเจ้าเหนือหัวทุกแห่งหน ทุกพันนา ข้าวกล้าดีไม่ดีก็ได้รู้ เห็นพันนาทวน ภูคานาลุ่ม เหมืองฝายไม่ดี ข้าวตายแดดมากนัก จะขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำปิงด้านตะวันออก ให้เป็นแม่น้ำลงมาถึงพันนาเชียงเลอ เชื่อมต่อแม่น้ำกวง ชาวบ้านชาวเมืองได้ทดน้ำเข้านาตน พระราชาทรงเห็นด้วย

ถึงฤดูร้อนแดดเผา ผืนดินแห้งผาก จอบกระทบดินไฟแล็บ อ้ายฟ้าเกณฑ์ให้ชาวเมืองไปขุดเหมืองจากฝั่งแม่น้ำปิงเหนือสบแม่แตงด้านฝั่งตะวันออก ล่องลงสู่หริภุญชัยยาว 17,000 วา ผู้คนขุดเหมืองในสภาพทารุณร้อนไหม้ลำบาก ร้องทุกข์โอดครวญน่าสงสาร อ้ายฟ้าบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของข้า พระยาให้ขุดก็ต้องขุดบ่นไม่ได้  ขุดเหมืองจนสิ้นฤดูร้อนจึงเสร็จ ผู้คนบ่นว่า เราขุดเหมืองช่วงหน้าแล้งดินแข็งยิ่งนัก เลยได้ชื่อว่า “เหมืองแข็ง”

ในช่วงนั้น มีกำลังพลเข้าประจำการ   ทำงานให้พระเจ้ายีบาครั้งละ 80,000 คน มาเข้า  ประจำการจากทุกพันนาครั้งละ 50,000 คน เพื่อ     ขุดเหมืองกับอ้ายฟ้า ขุดจนสิ้นฤดูร้อน 4 เดือน จึงแล้วเสร็จให้ชื่อว่า “เหมืองแข็ง” ภายหลังพระเจ้า  กือนา ทรงเห็นความสำคัญ/คุณค่าเหมืองแข็ง จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นมงคลนามว่า “เหมืองแก้ว” ตราบจนบัดนี้

            เกลียดพระเจ้ายีบาขอเป็นข้าพระเจ้ามังราย…ต่อมาอ้ายฟ้ากราบทูลให้พระเจ้ายีบาทราบว่า เชียงรายเป็นเมืองเล็ก พระยามีศักดาน้อย แต่มีปราสาทหลังใหญ่อยู่อาศัย พระยาเจ้าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ควรสร้างราชวังหลังใหญ่เป็นที่ประทับ  พระราชาเห็นคล้อยตาม ถึงเดือน 11-12 ข้าวกำลังตั้งต้นสร้างกอเต็มท้องทุ่ง อ้ายฟ้าสั่งคนเข้าไปตัดไม้ทำเสาปราสาทที่ดอยขี้หมา  ฟ้าพันนาเชียงเลอ แล้วลากเสาแบบผูกต้นผูกปลายลากลวงขวางรูดต้นข้าวชาวเมืองเสียหายยับเยิน ชาวนาร้องไห้ไปร้องทุกข์กับอ้ายฟ้าว่า พวกข้าทุกข์ร้อนฉิบหายตายอยากไม่มีข้าวกินเสียแล้ว แต่ก่อนพระยาเจ้าไม่เห็นกระทำเยี่ยงนี้ บัดนี้ ไฉนมากระทำผิดคลองธรรม  เราไม่ชื่นชมพระราชาองค์นี้แล้ว   อ้ายฟ้าตอบว่า พระราชาหากสั่งให้กระทำ มิใช่ข้ากระทำ  

ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงมีแต่เสียงก่นด่าสาปแช่งพระราชายีบา อ้ายฟ้าแสร้งกล่าวกับชาวเมืองว่า พระเจ้ามังรายไม่ประพฤติผิดคลองธรรมเยี่ยงนี้ ทรงมีเมตตากรุณา ข้าแผ่นดินมีความสุขปลอดภัย ชาวเมืองได้ยินว่าพระเจ้ามังรายมีคุณธรรม จึงพูดกับอ้ายฟ้าว่า พวกข้าปรารถนาใคร่ได้พระเจ้ามังรายมาเป็นเจ้าเหนือหัวยิ่งนัก ทั้งขุนนางไพร่ฟ้าข้าไทมีใจตรงกัน เหตุว่าเป็นคนมีปัญญาทึบรู้ไม่ทันกลอุบายของอ้ายฟ้า อ้ายฟ้ามีหนังสือไปทูลพระเจ้ามังรายว่า การกระทำเพทุบายตลอด 7 ปี บัดนี้ สัมฤทธิ์ผลทุกประการแล้ว ขอให้ยกรี้พลไปโดยด่วน หริภุญชัยก็ถูกทหารพระเจ้ามังรายยิงธนูไฟเผาพลาญวอด ยึดเป็นเมืองขึ้นแต่นั้นมา ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูแห่งเมืองหริภุญชัย ที่สุเทวและสุกกทันตฤๅษีสร้างถวายพระนางจามเทวี ก็ถึงกาลวิบัติด้วยการกระทำย่ำยีของมนุษย์ เหมืองแก้วอยู่ในสภาพเดียวกัน รอวันเวลาสิ้นซากยากฟื้นฟู แต่หากฟื้นคืนมาได้ จะเป็นคุณูปการต่อบ้านเมืองและชาวรยิ่งนัก.

           (คัด/ปรับแต่งจากต้นฉบับหนังสือ ตำนานเมืองเชียงใหม่ผูก 1 ของพระมหาหมื่น วุฑฺฒิญาโณ วัดเจดีย์หลวงร ปริวรรต/พิมพ์ครั้งที่ 1 26/11/50 โดย . กวีวัฒน์)

. สุระมณี