หน้าหลัก » เคาะสนิม

มติ ครม.ปี 18 ทำลายป่า

Author by 16/08/12No Comments »

เข้าใจว่า คณะรัฐมนตรียุคปี 2518 ถ้ามีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็น่าจะเกิน 80 หรือไม่ก็ถึงแก่อสัญกรรมไปเกือบหมดแล้ว แต่พิษสงของมติ ครม.ชุดนั้นยังมีอยู่ และถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ทั้งป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ และป่าสงวนทั้งหลาย

ดังที่ นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขึ้นมาเชียงใหม่ร่วมโครงการปฐมฤกษ์ปลูกป่า 800 ล้านต้นที่เชียงใหม่เร็วๆ นี้บอกว่า การบุกรุกอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ป่าและทำลายป่าไม้ในพื้น ที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือถือว่ายังไม่รุนแรงเท่าภาคอื่น และไม่ดุเดือดเหมือนที่ท่านอธิบดีไล่ทุบทำลายรีสอร์ทแถววังน้ำเขียว เส้นทางโคราช-ปราจีนบุรี

                อธิบดีกรมอุทยานฯระบุว่า ภาคเหนือส่วนใหญ่บุกรุกป่าเพื่อทำกิน พักหลังเริ่มขยายพื้นที่ปลูกยางพารา และพบบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1 มากขึ้น จึงเห็นว่าหากจะมีการส่งเสริมปลูกยางพารา จะต้องขึ้นทะเบียนเพื่อความชัดเจนว่าใช้พื้นที่ไหนปลูก เช่นในภาคใต้ที่ถือว่ามีการบุกรุกป่ารุนแรงที่สุด ทั้งหมดเพื่อปลูกยางพารา น่ากลัวว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ป่าธรรมชาติเดิม ๆ จะกลายเป็นสวนยางพาราไปหมด ส่วนภาคอีสาน ก็มีบุกรุกป่าเหมือนกัน แต่น้อยสุด สาเหตุเพราะชาว บ้านยังเกรงกลัวกฎหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปปรามก็ร่วมมือดี…

นายดำรงค์ พิเดช ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ ชี้ถึงสาเหตุการบุกรุกป่าในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่าเกิดจากมติ ครม. ให้มีการผ่อนผันการใช้ที่ดินตั้งแต่ปี 2518 หากจะแก้ไขการบุกรุกป่าให้ได้ผลรัฐบาลต้องใจกล้ายกเลิกมตินี้ก่อน เพราะการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมาเกิดจากยกเลิกการดำเนินคดี อันเนื่องจากมีการผ่อนผัน พอมีการบุกรุกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเอาไม่อยู่ พื้นที่ไหนทำกินได้หรือไม่ได้ต้องระบุให้ชัดเจน มิเช่นนั้น ป่าธรรมชาติจะไม่เหลือ มีแต่จะหมดลง…

                ผมไม่แน่ใจมติ ครม.ปี 2518 ที่ว่านั้นปีถูกต้องหรือไม่ เพราะช่วงปี 2526-27 รัฐบาลป๋าเปรมยังดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าดอยสุเทพ-ปุย ยึดอาคารกุหลาบดอยบนดอยสุเทพ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยึดคืนพื้นที่ป่าเขต ต.แม่สา แม่แรม และโป่งแยง ภายหลังอนุโลมให้เช่า และที่สุดออกโฉนดก็ยังมี

ล่าสุดที่มีปัญหาร้องเรียนบุกรุกดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ประชุมไปแล้ว ก็เจอตอใหญ่ต้องตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ของผู้เข้าไปอยู่ และทำกินก่อนว่าได้มาอย่างไร ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้ถือครองและขยายพื้นที่กันเอิกเกริกต่อไปละครับ.