หน้าหลัก » เคาะสนิม

เลิกเก็บค่าจอดรถ ?

Author by 12/08/12No Comments »

กรณีกลุ่มอาจารย์ และนักวิชาการ นำโดย ดร.ชมชวน บุญระหงส์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร้องเรียน ผวจ.เชียงใหม่ ในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัด ให้ประชุมชี้แจงเรื่องท่าอากาศยานเชียงใหม่สนับสนุนบริษัทเอกชนที่สัมปทานลานจอดรถให้ปรับขึ้นค่าจอดรถเกิน 6 ชม.อีก 100%หรือเท่าตัว เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคนั้น

มีความคืบหน้าเรื่องนี้มารายงานต่อ เมื่อ ผวจ.มอบให้นายอดิศร กำเนิดศิริ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประชุมร่วมระหว่างผู้ร้องเรียน และภาคีเครือข่ายกับตัวแทนท่าอากาศยานฯ เมื่อวันศุกร์ผ่านมา โดยการท่าส่ง น.อ.วิสุธ จันทนา รอง ผอ.ท่าอากาศยานฯ กับคณะเข้าชี้แจงประเด็นทำไมถึงเรียกเก็บค่าจอดรถที่เพิ่มสูงขึ้น ว่า สาเหตุ เพราะไม่ได้ปรับขึ้นราคามานานกว่า 10 ปีแล้ว ขณะที่ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ เหตุผลอีกอย่างก็เพื่อลดปริมาณรถที่เข้าไปจอดในลานจอด เพราะนับวันจะมีจำนวนมากขึ้น ทั้งรถที่เข้าจอดชั่วคราว และค้างคืน ผู้บริหารการท่าฯยังเห็นว่า ค่าบริการที่จัดเก็บถือว่า อยู่ในระดับกลางๆ ไปจนถึงระดับต่ำ แถมยังมีอัตราใกล้เคียงกับท่าอากาศยานนานาชาติอื่นๆ…

                เรียกว่า มีอำนาจตามระเบียนที่จะปรับขึ้นค่าจอดรถได้ ส่วนใครจะเดือดร้อนหรือไม่ไม่เกี่ยว ถ้าเดือดร้อนมากไม่เข้าไปจอดเขาก็ไม่ได้ว่ากระไรจะดีเสียอีกจะได้ไม่แออัด นี่เป็นวิสัยทัศน์ของท่าอากาศยานที่ได้รับรางวัลดีเด่นนานาชาติอันดับ 4 ซึ่งสวนทางกับแนวคิดของภาคประชาชน โดยเฉพาะนักวิชาการหลายท่านไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นเช่นนั้น

เช่น นางสุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์ ผู้ประสานงานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ ชี้ว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่เป็นของประเทศชาติ ต้องสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน บนวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ตั้งไว้ ต้องบริหารจัดการอย่างถูกต้อง ส่วนการแก้ปัญหาการคับคั่งของปริมาณรถที่เข้าไปจอดด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ตรงประเด็น ในอนาคตเชียงใหม่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายด้าน ต้องเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา สร้างมาตรฐานที่จอดรถให้เป็นสากล และต้องคิดร่วมกันทั้งท่าอากาศเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคประชาชน…

ประชุมวันนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป ฝ่ายผู้ถูกร้องก็ว่าทำตามระเบียบและเหตุผล แต่กลุ่มผู้ร้อง เสนอว่าควรยกเลิกการจัดเก็บค่าบริการที่จอดรถ และการท่าควรใช้งบส่วนอื่นมาบริหารจัดการอำนวยความสะดวกประชาชนตรงนี้แทนด้วยซ้ำ โดยขอให้นำกลับไปทบทวนจนถึง 15 กันยายน 2555 หากไม่คืบหน้าก็จะพึ่งอำนาจศาลบังคับกันต่อไป คอยจับตาดูให้ดีถึงที่สุดแล้วจะลงเอยอย่างไร หวังว่าคงไม่เอาใครเข้าคุกหรอกนะครับ ?!!