หน้าหลัก » เสาร์พิเศษ

ทำไมมาเรียน ป.ตรี มจร. เพราะเรียน…มีความสุข

Author by 25/03/16No Comments »

มจร          ปี 2540 คนไทยประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลให้คนรุ่นนั้นไม่แต่งงานหรือแต่งแล้ว แต่ไม่ได้ประสงค์จะมีลูกส่งผลให้ประชากรไทยในปีที่แล้ว และปีนี้ 2559 มีจำนวนลดลง ที่จะเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ประกอบกับรอบ 20 ปีนี้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกอีกครั้ง ยังผลให้การตัดสินใจเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จึงต้องเลือกเรียนให้ถูกอุปนิสัย งานที่รองรับ และคำนึงถึงต้นทุนการเรียนที่ไม่สูงเกินไปนัก

แต่จากการไปเสวนา และสัมภาษณ์กับ ดร.พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ (พระมหาดวงจันทร์ คุตฺตสีโล) ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ ทำให้ทราบความมุ่งหมายที่มีมากกว่านั่น ท่านอาจารย์พระมหา ดร.ดวงจันทร์ ตั้งกระทู้ 4 หัวข้อว่า มีคนถามมาจำนวนมากว่า มาเรียนที่ มจร.เป็นอย่างไร เรียนแล้วได้อะไร เรียนแล้วเป็นอะไร และใครบ้างที่เรียนแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน

มจร.เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหนึ่งสถาบัน ตามพระราชบัญญัติฯ จากเดิมเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ปัจจุบันได้เปิดกว้างให้คนทั่วไปทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์สามารถเข้าเรียนได้เรียกว่าเป็นนิสิต เมื่อจบแล้วมีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ที่น่าทึ่ง คือ มจร.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต และสังคม จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท จนถึงเอก ด้วยการเน้นคุณภาพความเป็นสำคัญ เพราะเรียนทั้งทั้งธรรม และทางโลก เรียนเพื่อให้รู้จักชีวิต คำถามว่าเรียนแล้วได้อะไร ในประเด็นที่สอง พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ ตอบว่า ม0ร.จัดการเรียนการสอนแบบสมดุล ต้นทุนต่ำ สมดุลทั้งวิชาการ ทางโลกและวิชาการทางธรรม “ทางโลกเอาไว้ชี้นำ ทางธรรมเอาไว้ขัดเกลา ให้ชีวิตมีความสุข มจร.ไม่ได้มุ่งให้นิสิตจบแล้วได้ปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่เน้นให้รู้ดี มีวิชา และใจเป็นเป็นสุข ตามหลักพระพุทธศาสนา นั่นคือ ปริยัติ รู้ดี ปฏิบัติทำได้ ปฏิเวช ใจเป็นสุข เป็นมหาวิทยาลัยมุ่งสู่ปัญญา ไม่ใช่พาณิชย์

ประเด็นที่สาม เรียนแล้วได้อะไรแม้ มจร.ไม่ได้เน้นเรื่องการแข่งขันเชิงพาณิชย์ แต่บัณฑิตที่จบจาก มจร.แต่ละปีล้วนแต่มีคุณภาพ ผลสำรวจของ สกอ.พบว่าจบแล้วมีงานทำเกือบ 100% กระจายอยู่ทุกวงการ ตั้งแต่พระสงฆ์เถระเรียนแล้วนำไปบริหารพระสังฆาธิการได้ คฤหัสถ์เรียนแล้วนำความรู้ไปบริหารจัดการในหน้าที่ได้ตั้งแต่ครอบครัวจนถึงภารกิจหน้าที่การงาน ไม่ว่าจำเป็นผู้นำท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ปกครอง ครู ธุรกิจ และอื่นๆ เพราะที่นี่เรียนแบบขัดเกลาให้เป็นคนมีเหตุผล มีธรรมะ และมีวิชาการอย่างหนักแน่น

ประเด็นที่สี่ ใครบ้างที่มาเรียน มจร. ดังที่ทราบว่า มจร.ไม่ใช่มหาวิทยาลัยสำหรับพระหรือบรรพชิตเท่านั้น แต่เปิดกว้างให้คฤหัสถ์เข้าเรียนได้ด้วย เรียนทั้งภาคปกติ ภาคสมทบ(เสาร์-อาทิตย์) ตั้งแต่ปริญญาตรี โท จนถึงปริญญาเอก ที่ กพ.รับรอง ผู้มาเรียนจึงมีทั้งพระ และชาวบ้าน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ คนที่มาเรียนมีตั้งแต่คนจนระดับรากหญ้าจนถึงเศรษฐีหรือลูกเศรษฐี คนรากหญ้าก็เรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข คนมีสตางค์ก็เรียนได้อย่างมีความสุข ไม่ได้ผูกขาดโอกาสทางการศึกษา   อย่างเช่นโครงการแกนนำชาวพุทธบนที่สูงก็มาเรียน โดยได้รับทุนการศึกษา และที่พัก สรุปได้ว่าคนมาเรียน มจร.เป็นคนทุกชนชั้นใน 11 หลักสูตร 4 คณะของ มจร.เชียงใหม่   ปีละเกือบ 2,000 คน

ปัจจุบัน มจร.วิทยาเชียงใหม่ วัดสวนดอกพระอารามหลวง เปิดสอน 4 คณะ คือ คณะพุทธศาสน์ 3 หลักสูตร มีสาขาวิชาพระพุทธศาสนา สาขาบาลี และสาขาพุทธศิลปกรรม คณะสังคมศาสตร์ 2 สาขา คือหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และรัฐศาสตร์การเมืองและการปกครอง คณะ ครุศาสตร์ สอนหลักสูตรสังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ หลักสูตร ภาษาอังกฤษ เปิดสอรทั้งแบบไบลิงกัวและอิชริชโปรแกรม นอกจากนั้นยังมีปริญญาโท 2 สาขาหลักสูตรพระพุทธศาสนา และหลักสูตรปรัชญา ส่วนปริญญาเอกสอนหลักสูตรพระพุทธศาสนา ทั้ง 11 หลักสูตรรับผู้เข้าเรียนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ทั้งภาคปกติ และสมทบ เรียนวันเสาร์อาทิตย์ ผู้สนใจอยากเรียนอย่างมีความสุขก็ไปติดต่อกับ มจร.วิทยาเขตวัดสวนดอกฯ เชียงใหม่เอง กำลังรับสมัครจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้.