หน้าหลัก » เสาร์พิเศษ

เรื่องเล่าหลังโบสถ์ วัดเชียงทอง หลวงพระบาง

Author by 15/06/07No Comments »

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเสือตัวหนึ่งออกหากินอยู่ในป่า ด้วยความหิวโหยที่ไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน ระหว่างทางที่ออกหาเหยื่อ สายตาก็พันเหลือบไปเห็นแม่วัวตัวหนึ่งกำลังกินหญ้าอยู่กลางทุ่งนา เจ้าเสือจึงหมายจะเข้าไปจับกิน แม่วัวเห็นดังนั้นก็รู้ชะตาชีวิตของตนเองและไม่ได้วิ่งหนี แต่ได้อ้อนวอนต่อเจ้าเสือว่า

“ก่อนตายข้าขออะไรท่านสักอย่างได้หรือไม่…. ข้าขอกลับบ้านไปเอานมให้ลูกกินเป็นครั้งสุดท้าย และสัญญาว่าจะกลับมาให้ท่านกินแน่นอน….”

เสียงอันเจื้อยแจ้วของ ปูเป้ หรือ สุดถนอม เพ็ชรราตรี ไกด์ท้องถิ่นชาวลาว เล่าตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านให้ฟังได้อย่างน่าติดตาม

แสงแดดใกล้เที่ยงวันในช่วงเดือนมีนาคมสาดเข้ามาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจผู้คน แดดแรง ๆ กระทบกับกระจกสีที่ประดับประดาในวัดเชียงทอง ณ เมืองหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้วัดดูสวยงามวาววับไปทั่ว การนำกระจกสีต่าง ๆ มาตัดแต่งเป็นภาพ สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชมแห่งเมืองหลวงพระบางทั้งตำนานและเรื่องเล่าเป็น “ศิลปะประดับกระจกสี” ที่แปลกตางดงามและขึ้นชื่อของช่างพื้นถิ่นชาวล้านช้างที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ประกอบกับสถาปัตยกรรมอันงดงามอื่น ๆ แล้ว ทำให้วัดเชียงทองเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในเมืองหลวงพระบาง จนได้รับการขนานนามจากนักโบราณคดีว่าเป็นอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว

หลังอุโบสถวัดเชียงทองที่ลงพื้นสีแดงทั้งผืน ตัดกับแสงสะท้อนของกระจกสีม่วง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีน้ำตาล และสีขาว ที่ตัดแต่งและวางประกอบกันเป็นภาพตัวละครของเสือที่ดุร้าย แม่วัวตัวใหญ่และลูกวัวตัวเล็ก หมอบอยู่ใต้ต้นทองหรือต้นโพธิ์ ภายใต้รูปพระพุทธเจ้า ยิ่งทำให้สนใจเรื่องเล่าและนัยยะแฝงที่พี่ปูเป้เล่าให้ยิ่งนัก

“…. หลังจากที่แม่วัวได้ขอร้องเจ้าเสือว่าก่อนตายขอกลับบ้าน ไปเอานมให้ลูกกินเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจะกลับมาให้เจ้าเสือกินนั้น เจ้าเสือก็ปล่อยให้แม่วัวกลับบ้าน พอถึงบ้านแม่วัวก็ให้นมลูก แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ลูกวัวฟัง ลูกวัวได้ฟังดังนั้นก็ไม่ยอมให้แม่วัวกลับไป แต่จะขอแลกชีวิตกับแม่วัว ซึ่งแม่วัวก็ไม่ยอมเช่นกัน เมื่อไม่มีใครยอมใคร ทั้งสองแม่ลูกจึงกลับไปหาเจ้าเสือพร้อมกัน โดยลูกวัวได้บอกกับเสือว่า “แม่ข้าแก่แล้ว ปล่อยแม่ไปเถอะ เอาข้าไปกินแทน” ฝ่ายแม่วัวก็บอกกับเสือว่า “ปล่อยลูกข้าไปเถอะ ลูกข้ายังเล็กนัก” เจ้าเสือเมื่อได้ยินดังนั้น ก็เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก และเห็นถึงความกตัญญูที่ลูกวัวมีต่อแม่วัว จึงตัดสินใจปล่อยวัวทั้งคู่ไป” ปูเป้ ต่อความตอนท้ายของนิทาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้คนเรารู้จักความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ และการทำความดีย่อมได้รับความดีตอบแทน เหมือนความดีของวัวน้อยที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่จึงรอดพ้นจากการถูกฆ่าของเจ้าเสือ

นิทานเรื่อง “วัวน้อยกตัญญู” จึงได้เล่าสืบต่อกันมาและเป็นนิทานปรัมปราตั้งแต่สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เจ้าครองนคร หลวงพระบาง ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีหนัง ไม่มีละคร การฝากเรื่องราวผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนังวัด จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนหลวงพระบางได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องราวเอาไว้อบรมสั่งสอนลูกหลานสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

แม่ชัย สันติสุข อายุ 57 ปี บ้านมะโน เป็นคนหลวงพระบางโดยกำเนิดได้เล่าให้ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและแววตาที่เปี่ยมสุข เมื่อเล่าถึงชีวิตเมื่อครั้งยังเป็นเด็กว่า “เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กชอบไปวัดกับแม่ มีงานบุญเดือน 5 งานบุญปีใหม่ลาว แห่นางสังขาร ก็ชอบไปเที่ยวไปทำบุญ แม่ของแม่ คือ แม่อำ ตอนนี้เสียไปแล้ว ก็จะชอบอบรมสั่งสอนและเล่านิทานเรื่องเสือกับวัวให้ฟัง แล้วสอนลูก ๆ ทุกคนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เด็กสมัยก่อนไม่ดื้อ เชื่อฟังพ่อแม่”

แม่ชัยยังเล่าให้ฟังอีกว่า พอตนเองแต่งงานมีครอบครัว ก็ได้สอนลูก ๆ ให้เป็นคนดีมีความกตัญญูและรักษาจารีตประเพณีที่ดีงามไว้ ชอบพาลูก ๆ เข้าวัด วัดเชียงทองเป็นวัดที่สวย ชอบพาลูกเดินเที่ยวรอบวัดแล้วเล่านิทานเรื่องเสือกับวัวให้เขาฟัง เขาก็เข้าใจ และเชื่อฟังพ่อแม่ ลูกทุกคนเป็นคนดี ตอนนี้มีครอบครัวแล้วก็เป็นคนดีกันทุกคน แม่ชัยเล่าด้วยแววตาแห่งความปิติที่มีลูกหลานที่ดีและได้อบรมลูก ๆ ให้เป็นคนดี
ปัว อายุ 47 ปี แม่ค้าที่ตลาดไนท์ มาร์เก็ต ซึ่งเป็นคนหลวงพระบางแต่กำเนิด บอกว่า เคยได้ยินนิทานเรื่องนี้เช่นกัน คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหนและไม่รู้ว่ามีภาพวาดอยู่หลังโบสถ์วัดเชียงทอง ซึ่งตนเองไปทำบุญที่วัดเชียงทองอยู่บ่อย ๆ แต่พาลูกสาวไปทำบุญไหว้พระ พอไหว้พระเสร็จก็กลับไม่ได้เดินดูบริเวณวัด

ส่วนกลุ่มเด็กและเยาวชนในหลวงพระบางบางคนเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้ แต่หลายคนกลับไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ส่วนบางคนเคยไปที่วัดเชียงทองแต่ไม่รู้ว่าภาพจิตรกรรมหลังโบสถ์เป็นเรื่องอะไร ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดีต่าง ๆ แต่ไม่ได้รู้เรื่องราวหรือการสื่อความหมายที่ฝากไว้ในจิตรกรรมอันงดงามแห่งนี้

แสงแดดตอนเย็นทอแสงรำไร แสงสะท้อนอันวิจิตรของศิลปกรรมกระจกสี ลดแสงลงทีละน้อย ความมืดกำลังจะเข้าปกคลุมเมืองแห่งมรดกโลก หากแต่พรุ่งนี้ยังมีแสงอาทิตย์ส่องแสงขึ้นมาใหม่ ยังจะมีสักกี่คนที่ซึมซับคุณค่าและความหมายของ “เรื่องเล่าหลังโบสถ์” คติสอนใจที่เรียบง่าย ของนิทานปรัมปราในอดีตที่หล่อหลอมคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนมีวันนี้ ณ เมืองหลวงพระบาง เมืองแห่งมรดกโลก.

นิตยา โปธาวงศ์
สำนักงานประสานงานวิจัย
เชิงบูรณาการ ม.แม่โจ้