หน้าหลัก » ไม่มีหมวดหมู่

คุมราคา รพ.เอกชน

Author by 3/05/15No Comments »

 lead-picture         เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ส่งหนังสือมาให้ร่วมลงชื่อเพื่อจะยื่นหนังสือต่อ รมว.สาธารณสุข ผมเห็นว่า   เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เลยนำมาเคาะสนิทให้รับรู้ อะไรเกิดขึ้นกับสังคมไทย และควรจะมีการแก้ไขกันอย่างไร ข้อความที่ส่งมา มีดังนี้

“เคยคิดไหมว่า วันหนึ่งหากตัวเราและคนที่เรารักต้องเจ็บป่วยฉุกเฉิน เช่น ประสบอุบัติเหตุรถชน แต่รพ.รัฐบาลตามสิทธิอยู่ไกล กว่าจะไปถึงอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และจำเป็นต้องเข้ารพ.เอกชนที่ใกล้ที่สุด คำถามคือ สู้ราคาที่ต่อรองไม่ได้ได้ไหม ทุกรายการในบิลตรวจสอบไม่ได้ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบค่ารักษารพ.เอกชนโดยตรงไม่มี เมื่ออยากย้ายรพ.แต่เตียง ICU เต็มทุกที่ จำต้องอยู่รพ.เดิม เรามีเงินเก็บและทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ ลูกหลานมีเงินพอไหม มีใครพร้อมเซ็นรับสภาพหนี้บ้าง พร้อมรับหมายศาลเมื่อถูกฟ้องเรียกค่ารักษาหรือยัง…

คำว่า “ธุรกิจ” เมื่อมีการลงทุนก็ต้องมีการทำกำไรไม่เว้น “ธุรกิจรพ.เอกชน”  แต่ปชช.ควรมีสิทธิตรวจสอบว่าราคาสมเหตุสมผลไหม หลายคนหายจากโรคแต่ต้องช็อคเพราะค่ารักษาพยาบาล หลายรายต้องผ่อนจ่าย หรือแปลงโฉนดที่ดินไปเป็นค่ารักษา

กรณีที่ทางเครือข่ายฯ เคยพบมาก็เช่น ผู้ป่วยชายมีอาการเจ็บหน้าอก เข้ารพ.เอกชนที่โฆษณาว่ามีหมอโรคหัวใจ 24 ชม.แต่นอนรอตั้งแต่สองทุ่มถึง 8 โมงเช้า ก็ไม่มีหมอหัวใจมาตรวจ จนผู้ป่วยเสียชีวิต  ต่อมาญาติฟ้องรพ.เอกชนแห่งนั้น  จึงมีการตรวจสอบบิลค่ารักษา พบว่าทางรพ.เก็บค่าอะดรีนาลีนเพื่อกระตุ้นหัวใจ 148 หลอด ราคา 29,600 บาท  แต่ในเวชระเบียนระบุว่าใช้เพียง 30 หลอด  ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจไปเบิกความว่า อะดรีนาลีนนั้นใช้ได้ไม่เกิน 2 หลอด/ ชั่วโมง ถ้าใช้เกินคนไข้จะเสียชีวิต  ความจริงคือช่วงที่แพทย์สั่งให้อะดรีนาลีนทางโทรศัพท์ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง ดังนั้นการใช้อะดรีนาลีนไม่น่าจะเกิน 10 หลอด ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 2 พันบาทเท่านั้น ฯลฯ

พวกเราบ่นกันมานานมากแล้ว ทางรพ.เอกชนก็มักโต้แย้งว่า ต้นทุนสูง รัฐไม่ได้เข้ามาดูแล  ประชาชนสามารถเลือกได้ที่จะไม่เข้ารพ.เอกชน  แต่เวลาเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมาเราไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้ ความเป็นธรรมไม่ได้มาด้วยการบ่น ถึงเวลาที่เราจะร่วมกันแสดงพลัง ด้วยการลงชื่อหนุนให้มีการตั้ง “คณะกรรมการควบคุมราคาสถานพยาบาลเอกชน” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย  เพือตัวเราและเพื่อลูกหลานเราในวันข้างหน้า”

          ตอนท้ายหนังสือเขาย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และควรจะเกิดขึ้นเสียทีครับ.

บุญญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์